สื่อสารอย่างผู้นำในแบบฉบับ “เฮียวิทย์” สรุปบทเรียนจากคอร์ส The Power of Storytelling for Leaders - FutureSkill Blog

สื่อสารอย่างผู้นำในแบบฉบับ “เฮียวิทย์” สรุปบทเรียนจากคอร์ส The Power of Storytelling for Leaders

Highlight

  • การมีทักษะ Storytelling สำคัญกับทุกคน : การเล่าเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจและโน้มน้าวใจผู้ฟังได้ แต่จะเล่าเรื่องได้ดีต้องอาศัยการเข้าใจกลุ่มผู้ฟังเป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อปรับแนวทางการเล่าให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้ฟังกลุ่มนั้นๆ
  • ข้อแตกต่างระหว่างการเล่าเรื่องและการนำเสนอ : การเล่าเรื่องจะเน้นสร้างประสบการณ์ร่วมและอารมณ์ความรู้สึกผ่านการเล่าเรื่อง มีโครงสร้างยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ต่างจากการนำเสนอที่มุ่งให้ข้อมูลตรงไปตรงมา ยึดข้อเท็จจริง มีขั้นตอนชัดเจน
  • เฮียวิทย์มี 5 เทคนิคการเล่าเรื่อง : ได้แก่ 1.ปูพื้นให้เข้าใจก่อนเล่า 2.วางโครงเรื่องให้น่าสนใจ 3. ใช้คำถามดึงให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม 4.จัดลำดับเรื่องแบบไม่เรียงตามเวลา และ 5.เสริมอวัจนภาษาและการใช้สื่อ ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆ ก็ฝึกฝนได้

การเล่าเรื่อง (Storytelling) ถือเป็นทักษะที่สำคัญมากสำหรับผู้นำในยุคปัจจุบัน ผู้นำที่สามารถเล่าเรื่องได้ดีจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจและโน้มน้าวใจ ให้กับทั้งพนักงาน ลูกค้า นักลงทุน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อของ “เฮียวิทย์” ที่เป็นโฮสต์รายการพอดแคสต์เล่าประวัติศาสตร์ชื่อดังอย่าง 8 Minute History และ Morning Wealth ของทาง The Standard โดยในปัจจุบันความนิยมของเฮียวิทย์ยังไม่มีทีท่าว่าจะตกลงไปเลย จากรายการพอดแคสต์บน Youtube สู่เวทีทอล์กโชว์ประวัติศาสตร์ครั้งแรกของเฮียวิทย์อย่าง 8 Minute History On Stage ที่ขายบัตรหมดเกลี้ยงภายในเวลาไม่ถึง 2 นาที และล่าสุดก็ได้มีการนำไปฉายบน Netflix ในเวลาต่อมา

จากประสบการณ์ในการเล่าเรื่องต่างๆ ที่เฮียวิทย์มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่ตอนเป็นสื่อมวลชน เป็นพิธีกรดำเนินรายการข่าว รวมไปถึงการเป็นผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร ได้ถูกสรุปเคล็ดลับวิธีการเล่าเรื่องของเฮียวิทย์ไว้ในคอร์ส The Power of Storytelling for Leaders ที่เฮียวิทย์จัดทำร่วมกับ FutureSkill ซึ่งในบทความนี้เราจะมาถอดบทเรียนเทคนิคการเล่าเรื่องของเฮียวิทย์กันนั่นเอง

ความสำคัญของการมี Storytelling ที่ดีและการเข้าใจผู้ฟัง

เฮียวิทย์กล่าวว่าการเล่าเรื่องเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกยุคปัจจุบันและทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เพียงแค่ในเฉพาะในแวดวงธุรกิจหรือแวดวงสื่อเพียงเท่านั้น แต่ทุกคนและทุกวงการต้องอาศัยทักษะการสื่อสารการเล่าเรื่องที่ดีในชีวิตประจำวัน เพราะผู้ที่สามารถเล่าเรื่องได้เก่งจะสามารถดึงดูดความสนใจและโน้มน้าวใจผู้ฟังให้คล้อยตามได้และสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ง่ายขึ้น

และหากถามว่าทำไมการเล่าเรื่องถึงสามารถทำให้ผู้คนคล้อยตามได้? หากเราลองมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ เราจะเห็นได้ว่ามนุษย์ใช้การเล่าเรื่องเป็นเครื่องมือในการสืบทอดวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ความรู้ต่างๆ จากรุ่นสู่รุ่นกันมาอย่างยาวนาน แม้ในยุคที่ยังไม่มีตัวอักษรหรือเครื่องมือบันทึกผู้คนก็ยังใช้วิธีการเล่าเรื่องเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญๆ ให้ลูกหลานโดยอาจจะถูกส่งต่อในรูปแบบของเรื่องเล่าปรัมปราหรือนิทาน ซึ่งนั่นเป็นสาเหตุว่าทำไมมนุษย์ถึงมีความชื่นชอบและสามารถจดจำเรื่องราวได้ดีเมื่ออยู่ในรูปแบบของการเล่าเรื่องนั่นเอง

แต่การจะเล่าเรื่องให้ดีได้ไม่ใช่แค่การมีเรื่องราวที่น่าสนใจเพียงเท่านั้นแต่ยังต้องอาศัยหลักการสำคัญอย่างหนึ่งนั่นคือการ “เข้าใจผู้ฟัง” ซึ่งเฮียวิทย์ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยก่อนเล่าเรื่องเราจำเป็นต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ดีก่อนว่า เขามีความรู้พื้นฐานอยู่ระดับไหน มีข้อสงสัยหรือข้อจำกัดอะไรบ้างหรือเปล่า มีความคาดหวังอย่างไรในการมาฟังเนื้อหาที่เราพูด เป็นต้น หากมีการวิเคราะห์ผู้ฟังที่ดีจะทำให้เราสามารถเลือกหัวข้อที่จะพูดและเลือกวิธีการเล่าที่ตรงใจผู้ฟังมากที่สุดได้

นอกจากวิเคราะห์ทำความเข้าใจผู้ฟัง ยังต้องมีการปรับใช้ในเรื่องของภาษา น้ำเสียง และท่าทางที่เหมาะสมกับผู้ฟังก็เป็นอีกหนึ่งความสำคัญในการเล่าเรื่องเพราะจะทำให้ผู้ฟังได้รู้สึกถึงความใกล้ชิดความเป็นกันเองและเปิดรับฟังเราไปจนจบเรื่อง

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าทักษะการเล่าเรื่องต้องใช้กลยุทธ์ในการวิเคราะห์ทำความเข้าใจผู้ฟังแต่ก็ยังต้องอาศัยความละเอียดอ่อนในการสื่อสารกับผู้ฟังอีกด้วย เรียกได้ว่าต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์คู่กันถึงจะสามารถเล่าเรื่องได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อแตกต่างระหว่าง “การเล่าเรื่อง” กับ “การนำเสนอ”

ในโลกธุรกิจยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง การสื่อสารข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจกับการทำให้ข้อมูลนั้นสามารถโน้มน้าวผู้อื่นและนำไปสู่การตัดสินใจได้ กลายมาเป็นความสามารถที่ผู้นำองค์กรและนักสื่อสารทุกคนต้องมี โดยสิ่งที่ใครหลายๆ คนมักนำมาใช้คู่กันก็คือ “Storytelling” กับ “Presentation” ทักษะการเล่าเรื่องกับทักษะการนำเสนอซึ่งดูเผินๆ อาจมองว่ามีความคล้ายกันแต่ที่จริง ทั้งสองรูปแบบมีความเหมือนและความแตกต่างกันอย่างไร เรามาทำความเข้าใจกันดีกว่า

  • เป้าหมาย (Goal)

Presentation จะเน้นไปที่การให้ข้อมูลตามหัวข้อที่กำหนดไว้อย่างตรงไปตรงมาโดยอาจจะออกมาในรูปแบบการพูดหรือการเปิดภาพ ข้อความ หรือวิดิโอให้ดู ในขณะที่ Storytelling จะเน้นไปที่การสร้างความรู้สึกและประสบการณ์ร่วมกับผู้ฟังผ่านวิธีการเล่าเรื่องโดยอาจแทรกอารมณ์และจินตนาการต่างๆ เข้าไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจ จดจำ และสร้างแรงบันดาลใจที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือลงมือทำอะไรบางอย่าง

  • เนื้อหา (Content)

Presentation มักให้น้ำหนักไปที่ตัวเลข ข้อมูลสถิติ ข้อเท็จจริงต่างๆ หรือหลักฐานทางวิชาการซึ่งนำเสนอได้อย่างตรงไปตรงมา แต่ Storytelling จะเล่าผ่านเรื่องราวหรือตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์อย่างเช่นเรื่องราวของตนเอง ลูกค้า บุคคลที่มีชื่อเสียงต่างๆ เป็นต้น ซึ่งจะมี Human Touch หรือก็คืออารมณ์ที่ทำให้คนได้รู้สึกเชื่อมโยงและมีความเข้าอกเข้าใจต่อเหตุการณ์หรือพฤติกรรมนั้นๆ มากขึ้น

  • โครงสร้าง (Structure)

Presentation นิยมนำเสนอเป็นส่วนๆ ตามกำหนดการณ์ (Agenda) โดยจะมีการแบ่งเป็นหัวข้อย่อยที่ชัดเจนเพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพรวมและสามารถจับประเด็นได้ง่าย ส่วน Storytelling จะมีโครงสร้างที่ยืดหยุ่นมากกว่า เรื่องอาจถูกเล่าต่อเนื่องเป็นเส้นตรงจากต้นจนจบ หรือกระโดดไปมาตามการวางโครงเรื่อง โดยเน้นสร้างความประทับใจในจุดสำคัญๆ

จากข้อแตกต่างของ Storytelling และ Presentation ที่กล่าวมาสรุปได้ว่า Presentation เหมาะกับการนำเสนอข้อมูลในเชิงลึกเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจประเด็นสำคัญอย่างครบถ้วน ชัดเจน ตรงประเด็น โดยอาจไม่ต้องอาศัยการโน้มน้าวใจมากนัก ส่วน Storytelling จะเหมาะกับงานที่ต้องการสื่อสารให้เห็นภาพ สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ฟังได้คล้อยตามและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติจนไปถึงพฤติกรรม

ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเลือกใช้เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในการสื่อสาร เพราะในความเป็นจริงแล้ว Storytelling กับ Presentation เปรียบเสมือน 2 ด้านของเหรียญเดียวกัน ที่สามารถผสมผสานให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด ผู้นำหรือนักสื่อสารที่ประสบความสำเร็จจึงมักจะเลือกหยิบจับทั้ง 2 เครื่องมือมาใช้ในสถานการณ์ที่มีความแตกต่างกันให้เหมาะสม ทำให้การสื่อสารในแต่ละครั้งมีประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้ในที่สุด

5 เทคนิคการเล่าเรื่องของเฮียวิทย์

การเล่าเรื่องไม่ใช่แค่การพูดข้อมูล แต่เป็นการใช้ศาสตร์และศิลป์ที่สามารถสร้างความเข้าใจและความเชื่อมโยงกับผู้ฟังได้ โดยเฮียวิทย์ได้ให้เทคนิค 5 ข้อ ที่จะช่วยให้ผู้นำสามารถเล่าเรื่องให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นนั่นก็คือ การปูพื้นฐานให้ผู้ฟัง การวางโครงเรื่อง การตั้งคำถาม การจัดลำดับเวลา และการใช้อวัจนภาษา โดยรายละเอียดในแต่ละข้อเป็นอย่างไร ตามมาดูกันเลย!

  1. การปูพื้นฐานให้ผู้ฟังเข้าใจในสิ่งที่กำลังจะพูด

หากผู้ฟังมีพื้นความรู้ในเรื่องที่เราจะเล่าค่อนข้างน้อย การปูพื้นเบื้องต้นให้เข้าใจก่อนที่จะพาไปสู่เนื้อหาหลักจะช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจและเชื่อมโยงเรื่องราวได้ดีขึ้น เฮียวิทย์มักเริ่มต้นเรื่องด้วยการอธิบายภาพรวมหรือบริบทต่างๆ รวมถึงอธิบายศัพท์เฉพาะทางที่จำเป็น ก่อนจะดำเนินเรื่องลงลึกในรายละเอียด

เช่น ในรายการ 8 Minute History ประวัติศาสตร์ 8 นาที ของเฮียวิทย์เป็นคลิปที่พูดถึงเรื่อง “วิวัฒนาการของพลังงานนิวเคลียร์” โดยเฮียวิทย์เริ่มปูพื้นฐานด้วยการอธิบายภาพรวมเกี่ยวกับนิวเคลียร์ก่อนว่าคืออะไร มีประโยชน์และโทษอย่างไร ก่อนจะเล่ารายละเอียดเจาะลึกเกี่ยวกับโครงการแมนฮัตตัน โดยยกตัวอย่างจากหนัง Oppenheimer ของผู้กับกำคริสโตเฟอร์ โนแลน

  1. การวางโครงเรื่องของ Storytelling

เฮียวิทย์ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Start Strong, End Strong คือการเริ่มต้นและจบเรื่องให้น่าสนใจ ซึ่งช่วยให้คนฟังอยากติดตามเนื้อหาของเรามากขึ้นในตอนต้นและสร้างความประทับใจในตอนจบ เฮียวิทย์มักวางจังหวะในการเล่าเรื่องเป็นอย่างดีรู้ว่าจะหยิบประเด็นไหนมาเล่าก่อนหลังและเน้นจุดสำคัญในเวลาที่เหมาะสม

อย่างในคลิปเกี่ยวกับจอห์น เอฟ. เคนเนดี้ เฮียวิทย์เลือกที่จะเริ่มต้นด้วยเหตุการณ์สังหารที่ทุกคนติดตามเป็นพิเศษ และก็ค่อยๆ เล่าย้อนไปถึงประวัติในวัยเด็กและความสัมพันธ์ในครอบครัวของเคนเนดี้ ก่อนที่จะจบแบบ Open Ending ด้วยข้อสงสัยต่อการสังหารที่ยังคงเป็นปริศนา

  1. การตั้งคำถามเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม

เป็นเทคนิคที่เฮียวิทย์มักใช้บ่อยๆ นั่นก็คือการตั้งคำถามกับผู้ฟัง ทั้งคำถามชวนคิดและคำถามเพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังมีส่วนร่วม ซึ่งช่วยดึงความสนใจไม่ให้หลุดไปจากเรื่องที่กำลังเล่าและยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในเหตุการณ์นั้นๆ ด้วย 

ลองสังเกตในคลิปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ดินของสยาม เฮียวิทย์ตั้งคำถามแทรกอยู่เรื่อยๆ เช่น “ทีนี้พอไทยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหัวใจของแผ่นดิน แล้วเวียดนามจะมีแม่น้ำสายสำคัญอะไรบ้างไหม?” หรือ “ลองคิดดู ถ้าน้ำท่วมทุ่งจริงๆ ในช่วงฤดูน้ำหลาก แล้วเมืองหลวงอยู่ตรงที่น้ำท่วม เราจะบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างไร?” คำถามชวนคิดพวกนี้กระตุ้นให้ผู้ฟังเกิดการคิดตามและอยากรู้คำตอบซึ่งช่วยเพิ่มสมาธิให้กับการฟัง

  1. การจัดลำดับเวลาในการเล่าเรื่อง

การเล่าเรื่องให้น่าสนใจไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับเวลาแบบเส้นตรงเสมอไป การลำดับเรื่องใหม่โดยเลือกจุดเริ่มต้นที่ดึงดูดใจ ค่อยๆ ปูเรื่องไปเรื่อยๆ กระทั่งถึงจุดไคลแมกซ์ของเรื่อง เป็นเทคนิคที่เฮียวิทย์ชอบใช้เพื่อสร้างความตื่นเต้นเร้าใจให้ผู้ฟังเหมือนกับกำลังดูหนังหนึ่งเรื่อง

ยกตัวอย่างในคลิปเกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 เฮียวิทย์ไม่ได้เล่าตามลำดับเวลาตั้งแต่ต้นจนจบ แต่โยงเอาเหตุการณ์สำคัญอย่างการทิ้งระเบิดปรมาณูมาเป็นจุดเปิดเรื่อง ก่อนจะย้อนกลับไปเล่าที่มาที่ไปถึงการประกาศสงครามและเส้นทางสู่จุดจบของสงครามครั้งนั้นนี้ทำให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น

  1. ใช้อวัจนภาษาและสื่อประกอบให้เป็น

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เฮียวิทย์โดดเด่นคือการใช้อวัจนภาษา ทั้งน้ำเสียง สีหน้า ท่าทาง และการใช้สายตาในการสื่อสารเพิ่มเติมนอกจากการพูด ช่วยให้ผู้ฟังรู้สึกถึงพลังความตั้งใจและความมุ่งมั่นของผู้เล่า และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเรื่องนั้นๆ รวมถึงบางครั้งก็มีการใช้สื่อภาพหรือวิดีโอประกอบช่วยให้เข้าใจเนื้อหาได้ง่ายและน่าติดตามยิ่งขึ้น

สรุป

จะเห็นได้ว่าในแต่ละข้อที่กล่าวมาล้วนเป็นเทคนิคทั่วไปที่ทุกคนสามารถฝึกฝนได้ ไม่ว่าเราจะเป็นผู้นำองค์กร นักขาย นักการตลาด อาจารย์ผู้สอน หากรู้จักเลือกสรรเทคนิคต่างๆ มาใช้ให้ถูกจังหวะ ก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารได้อย่างมาก

และแน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการเล่าเรื่องได้เก่งแบบเฮียวิทย์ก็คือการลงมือทำซ้ำๆ จนเป็นนิสัย เพราะยิ่งเรามีประสบการณ์มากเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้เราค้นพบวิธีและสไตล์การเล่าเรื่องเฉพาะของตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

ใครที่อ่านจบแล้ว อยากเรียนรู้เทคนิคและวิธีการเล่าเรื่องแบบเห็นภาพมากขึ้น สามารถเข้าไปเรียนได้ที่ https://fskill.co/RuQ8 กับคอร์ส “The Power of Storytelling for Leaders” เล่าเรื่องธุรกิจอย่างไรให้เข้าไปอยู่ในใจผู้ฟัง สอนโดยเฮียวิทย์ซึ่งจะพาผู้เรียนไปรู้จักกับ Case Study กรณีศึกษาเกี่ยวกับการเล่าเรื่องที่หลากหลายนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ เทคนิคการนำเสนอแผนธุรกิจ การนำเสนองานลูกค้าเพื่อการ Pitching สำเร็จ และได้ Canvas Template ในการทำ Storytelling ทำให้เข้าใจเทคนิคการเล่าเรื่องมากขึ้นอีกด้วย

Views: 273