Mood and Tone คืออะไร? ต่างกันยังไง ใช้กับงานภาพศิลปินยังไง - FutureSkill Blog

Mood and Tone คืออะไร? ต่างกันยังไง ใช้กับงานภาพศิลปินยังไง

Mood and Tone คืออะไร? ต่างกันยังไง ใช้กำหนดงานภาพศิลปินยังไง

Mood and Tone คือคู่คำที่ใช้กำหนดทิศทางงานภาพ Mood คือความรู้สึกที่อยากให้คนดูได้รับ ส่วน Tone คือท่าทีและวิธีที่งานเลือกใช้ เช่น สี แสง และสไตล์ เพื่อพาคนดูไปถึงความรู้สึกนั้น

ความรู้สึกแรกที่คนได้จากภาพศิลปินหนึ่งภาพ ขึ้นอยู่กับ Mood and Tone ของงานนั้น งานทดลองของ Lindgaard และทีมวิจัย ปี 2006 พบว่าคนตัดสินความน่าดึงดูดทางภาพของหน้าเว็บได้ภายใน 50 มิลลิวินาที (Lindgaard et al., 2006) [ดูงานวิจัยต้นฉบับ]. งานนี้ทดลองกับหน้าเว็บ ไม่ใช่ปกเพลง แต่มันบอกสิ่งที่คนทำงานภาพรู้กันอยู่แล้ว คือความรู้สึกแรกเกิดขึ้นก่อนที่ใครจะอ่านอะไรสักตัวอักษร และความรู้สึกนั้นมาจากสองสิ่งที่ถูกตัดสินใจไว้ก่อนถ่ายรูป คือ Mood and Tone

บทความนี้อธิบายว่า Mood and Tone คืออะไร สองคำนี้ต่างกันตรงไหน สีและแสงทำให้เกิดความรู้สึกได้ยังไง และ Art Director ในค่ายเพลงใช้สองคำนี้กำหนดทิศทางภาพให้ศิลปินยังไง ปิดท้ายด้วยวิธีเริ่มกำหนดสองอย่างนี้ด้วยตัวเองสำหรับศิลปินอิสระที่ยังไม่มีทีม

หมายเหตุสั้นๆ ก่อนอ่านต่อ คำว่า mood และ tone ในวรรณกรรมหรือการตกแต่งบ้านก็มีความหมายของมันเอง บทความนี้พูดถึงความหมายในงานภาพ งานออกแบบ และงานกำกับศิลป์เท่านั้น

Mood and Tone คืออะไร?

Mood and Tone คือชุดการตัดสินใจ 2 ข้อที่ทำก่อนลงมือทำงานภาพ ข้อแรกตอบว่า คนดูควรรู้สึกยังไง ข้อสองตอบว่า งานจะใช้ท่าทีและวิธีแบบไหนพาเขาไปถึงความรู้สึกนั้น เช่น เหงาแต่อบอุ่น เป็นความรู้สึก ส่วนแสงน้อย สีไม่จัด ระยะภาพใกล้ เป็นวิธีที่ทำให้ความรู้สึกนั้นปรากฏ

ในงานเพลง สองข้อนี้มาก่อนทุกอย่าง ก่อนเลือกเสื้อผ้า ก่อนหาโลเคชัน ก่อนเปิดโปรแกรมแต่งภาพ เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าอยากให้คนรู้สึกอะไร ทุกการตัดสินใจหลังจากนั้นจะเป็นแค่รสนิยมส่วนตัวที่เปลี่ยนไปทุกเดือน

คำที่เกี่ยวข้อง ควรรู้ก่อนอ่านต่อ

คำ แปลเป็นภาษาคนว่า
Mood (มู้ด) ความรู้สึกหรือบรรยากาศที่คนดูได้รับจากงานชิ้นนั้น เช่น อบอุ่น เหงา ตื่นเต้น
Tone (โทน) ท่าทีของงานที่ใช้สื่อความรู้สึก เช่น เป็นกันเอง สุขุม ขี้เล่น ในศัพท์ภาพถ่าย โทนยังหมายถึงค่าความมืดและความสว่างของภาพด้วย
Mood Board (มู้ดบอร์ด) กระดานรวมภาพอ้างอิงที่ใช้ให้ทุกคนในทีมเห็นความรู้สึกและทิศทางเดียวกัน
Concept (คอนเซปต์) เรื่องหลักที่งานชิ้นนั้นอยากเล่า เช่น “การกลับบ้านหลังจากหายไปนาน”
Color Palette (พาเลทสี) ชุดสีที่เลือกไว้ใช้ในงานชุดเดียวกัน มักมี 3 ถึง 5 สี
Art Direction (การกำกับศิลป์) การกำหนดทิศทางงานภาพทั้งหมดและคุมให้ทุกองค์ประกอบไปทางเดียวกัน คนทำหน้าที่นี้คือ Art Director หรือผู้กำกับศิลป์ ซึ่งมีบทบาทเฉพาะตัวในวงการเพลง

แล้ว Mood กับ Tone ต่างกันยังไง?

วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือ Mood ตอบว่า “รู้สึกอะไร” ส่วน Tone ตอบว่า “ใช้ท่าทีแบบไหนไปให้ถึงความรู้สึกนั้น” คู่มือ Voice and Tone ของ Mailchimp อธิบายหลักคิดเดียวกันว่า น้ำเสียงของแบรนด์ควรปรับตามสถานการณ์ที่ผู้อ่านกำลังเจอ (Mailchimp Content Style Guide) [อ่านหลักคิด Voice and Tone ของ Mailchimp]. ความรู้สึกปลายทางอาจเหมือนกัน แต่ท่าทีที่ใช้เปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

แผนภาพเปรียบเทียบ Mood and Tone: Mood คือปลายทางความรู้สึกที่อยากให้คนดูได้รับ ส่วน Tone คือท่าทีและวิธีที่ใช้พาไปถึงความรู้สึกนั้น

Mood Tone
คำถามที่ตอบ คนดูควรรู้สึกยังไง? งานเลือกท่าทีแบบไหนไปให้ถึงความรู้สึกนั้น?
ตัวอย่างคำตอบ อบอุ่น คิดถึง ใกล้ชิด แสงนุ่ม สีไม่จัด ระยะภาพใกล้ จังหวะตัดต่อช้า
ตัดสินใจเมื่อไหร่ ก่อนเริ่มงานทุกอย่าง หลังรู้ Mood แล้ว ก่อนเลือกสีและแสง
เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน เปลี่ยนตามเพลงหรือโปรเจกต์ คงที่ได้ยาวกว่า เพราะเป็นบุคลิกการนำเสนอของศิลปินเอง

มีจุดหนึ่งที่ทำให้คนสับสนบ่อย คือคำว่า tone ในห้องแต่งภาพมีความหมายแคบกว่าที่พูดกันในทีมครีเอทีฟ ศัพท์ภาพถ่ายของ Adobe Lightroom ใช้คำว่า tonality หมายถึงช่วงความมืดไปถึงความสว่างของภาพ ตั้งแต่เงาดำ ส่วนกลาง (มิดโทน) ไปจนถึงส่วนที่สว่างที่สุด (ไฮไลต์) (Adobe Lightroom Academy) [ดูคำอธิบาย tonality ของ Adobe]. ดังนั้นเวลาคุยกับช่างภาพหรือคนตัดต่อ ควรบอกให้ชัดว่ากำลังพูดถึง “โทนการสื่อสาร” หรือ “โทนความมืดสว่างของภาพ” ไม่งั้นต่างคนต่างเข้าใจคนละเรื่อง

ทำไม Mood and Tone ถึงสำคัญกับงานภาพศิลปิน?

เพราะภาพคือด่านแรกที่คนเจอก่อนได้ยินเพลง Netflix เคยเปิดข้อมูลวิจัยผู้ใช้ของตัวเองว่า ภาพประกอบเป็นส่วนที่ดึงความสนใจของสมาชิกมากกว่า 82 เปอร์เซ็นต์ขณะเลื่อนดู และผู้ใช้ใช้เวลาเฉลี่ยราว 1.8 วินาทีพิจารณาแต่ละเรื่อง (Netflix, The Power of a Picture) [อ่านบทความของ Netflix]. ตัวเลข 82 เปอร์เซ็นต์ไม่ใช่สัดส่วนคนที่กดดู แต่เป็นส่วนของความสนใจทั้งหมดที่คนใช้มองภาพ ข้อสรุปที่เอาไปใช้ได้คือ บนแพลตฟอร์มที่คนเลื่อนผ่านเร็วขนาดนั้น ภาพมีเวลาไม่กี่วินาทีในการบอกว่า “นี่คือเพลงแบบไหน”

สำหรับศิลปินที่มีค่ายหรือมีทีม การกำหนด Mood และ Tone เป็นงานของ Art Director ส่วนศิลปินอิสระมักต้องตัดสินใจเองทุกข้อ ซึ่งยากกว่าที่คิด เพราะเกณฑ์ที่คนใช้เลือกภาพกันโดยไม่รู้ตัวคือคำว่า “สวย” และคำนี้เปลี่ยนความหมายไปตามสิ่งที่เห็นในฟีดเมื่อสัปดาห์ก่อน พอไม่มีเกณฑ์ของตัวเอง ภาพแต่ละชิ้นก็สวยทีละชิ้น แต่เมื่อเอามาเรียงข้างกัน ไม่มีใครบอกได้ว่าเป็นศิลปินคนเดียวกัน

Mood และ Tone ที่ชัดจึงทำหน้าที่เป็นเกณฑ์ตัดสินที่ไม่เปลี่ยนตามกระแส เวลาเจอภาพถ่ายที่สวยมาก คุณถามได้ทันทีว่า ภาพนี้พาคนดูไปถึงความรู้สึกที่เราตั้งใจไหม ถ้าไม่ ก็ไม่ต้องใช้ ไม่ว่ามันจะสวยแค่ไหน

สีและแสงส่งผลต่อความรู้สึกของงานภาพยังไง?

สีและแสงเป็นสองเครื่องมือที่ทำงานเร็วที่สุด แต่ก็เป็นสองเครื่องมือที่คนมักเข้าใจผิดว่าสีเดียวสื่อความหมายเดียวกันกับทุกคนมากที่สุดเหมือนกัน งานสำรวจของ Jonauskaite และทีมวิจัย ปี 2020 ถามผู้ตอบ 4,598 คนจาก 30 ประเทศให้จับคู่สี 12 สีกับความรู้สึก 20 แบบ พบว่ารูปแบบการจับคู่คล้ายกันค่อนข้างมากทั่วโลก (ค่าสหสัมพันธ์เฉลี่ย r = .88 ยิ่งใกล้ 1 ยิ่งแปลว่าคำตอบของแต่ละประเทศคล้ายกัน) แต่ยังมีความต่างตามภาษาและภูมิภาค (Jonauskaite et al., 2020) [อ่านสรุปงานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Mainz]. งานนี้วัดความเชื่อมโยงที่คนนึกถึง ไม่ได้บอกว่าสีเดียวทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกัน

ภาพเปรียบเทียบ 5 ปุ่มปรับของงานภาพ ได้แก่ ความมืดสว่าง ความจัดของสี อุณหภูมิสี ทิศทางแสง และระยะภาพ ที่ใช้สร้างความรู้สึกของภาพ

ส่วนเรื่องแสง Xu และ Labroo ทำการศึกษา 6 ชิ้นแล้วพบว่า เมื่อแสงรอบตัวสว่างขึ้น คนรู้สึกแรงขึ้นทั้งด้านบวกและด้านลบ (Xu and Labroo, 2014) [ดูหน้างานวิจัยของ University of Minnesota]. อ่านให้ตรงคือ ความสว่างไม่ได้แปลว่า “สุขกว่า” มันแปลว่า “รู้สึกแรงขึ้น” ซึ่งก็ตรงกับที่คนทำงานภาพเจอ ภาพมืดจัดไม่ได้เศร้าเสมอไป และภาพสว่างจัดก็ไม่ได้ร่าเริงเสมอไป

ข้อสรุปที่ใช้ได้จริงคือ อย่าท่องว่า “สีน้ำเงินคือเศร้า” แต่ให้มองสีและแสงเป็นปุ่มปรับที่ต้องทดสอบกับงานของตัวเอง ตารางข้างล่างคือปุ่มหลักที่ใช้ปรับ Tone ของงานภาพ

ปุ่มที่ปรับได้ ปรับแล้วเปลี่ยนอะไร ตัวอย่างการใช้
ความมืดและสว่าง ความรู้สึกแรงหรือเบา เงาเข้มและความต่างระหว่างมืดกับสว่างที่จัด ให้ความรู้สึกลึกลับและตึงเครียด
ความจัดของสี ภาพดูมีพลังหรือนิ่ง สีสดจัดให้พลังงานสูง สีหม่นให้ความรู้สึกนิ่งและเก็บตัว
อุณหภูมิสี รู้สึกใกล้หรือห่างจากคนดู โทนอุ่นให้ความรู้สึกใกล้ชิด โทนเย็นให้ความรู้สึกห่างและสงบ
ทิศทางแสง ภาพดูเปิดเผยหรือลึกลับ แสงข้างให้ความรู้สึกลึกลับ แสงตรงหน้าให้ความรู้สึกเปิดเผย
ระยะภาพ ความใกล้ชิดกับตัวศิลปิน ภาพใกล้ให้ความรู้สึกส่วนตัว ภาพกว้างให้ความรู้สึกเป็นฉากหรือเรื่องราว

ตารางนี้เป็นกรอบเริ่มต้นสำหรับคิด ไม่ใช่สูตรตายตัว ผลที่ได้ขึ้นกับว่าปุ่มทั้งห้าถูกปรับร่วมกันยังไง และขึ้นกับว่าผู้ชมกลุ่มไหนเป็นคนดู

Art Director ในค่ายเพลงกำหนด Mood and Tone จากเพลงยังไง?

คุณฟิล์ม ธนารีย์ ศุภศรี (xerocroma) Senior Graphic Designer และ Art Director จาก YUPP! Entertainment เล่าในคอร์ส สร้าง Visual Concept และส่งต่อให้ทีม ว่า การเปลี่ยนเพลงให้เป็นภาพมี 3 ขั้นหลัก ขั้นแรกคือฟังและตีความ ไม่ใช่ฟังว่าจังหวะเร็วหรือช้า แต่ฟังเพื่อจับอารมณ์ในเพลง แล้วนัดคุยกับศิลปินเพื่อหาจุดที่ความรู้สึกในเพลงตรงกับตัวตนจริงของเขา

ขั้นตอน 3 ขั้นที่ Art Director ค่ายเพลงใช้กำหนด Mood and Tone จากเพลง คือฟังและตีความ ทำ Mood Board แล้วส่งต่อให้ทีมเห็นภาพเดียวกัน

ขั้นที่สองคือรวบรวมภาพอ้างอิงมาคัดกรอง แล้วจัดเป็นชุดภาพที่มีอารมณ์ร่วมกัน เพื่อกำหนดขอบเขตของโทนสี บรรยากาศ และสไตล์ ขั้นที่สามคือส่งต่อให้ผู้กำกับ MV ช่างภาพ และสไตลิสต์เห็นภาพเดียวกัน จะเห็นว่าสองขั้นแรกคือการหา Mood และกำหนด Tone ตรงๆ ส่วนขั้นสามคือการทำให้คนอื่นใช้ต่อได้

คุณฟิล์มยกตัวอย่างสองโปรเจกต์ในค่ายที่กำหนด Mood และ Tone ต่างกันสุดขั้ว โปรเจกต์หนึ่งต้องการความลึกลับ ภาพอ้างอิงจึงเน้นแสงเงาแบบ Low-key (ภาพมืด เหลือแสงน้อย) ความต่างระหว่างมืดกับสว่างจัด โทนสีเข้ม อีกโปรเจกต์เน้นความสนุก ภาพอ้างอิงจึงเต็มไปด้วยสีสดฉูดฉาด มุมกว้าง และท่าทางที่ตื่นตัว สองโปรเจกต์นี้ใช้เครื่องมือชุดเดียวกัน แต่ได้ภาพที่ต่างกันเพราะตอบคำถามแรกต่างกัน

งานอ้างอิงที่ทีมใช้ต้องบอกได้ครบ 4 เรื่องพร้อมกัน คือ Mood (อารมณ์) Tone (โทนแสงและสี) Color Story (กลุ่มพาเลทสีที่ชัดเจน) และ Energy (พลังงานหรือท่าทางของคนในภาพ) ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ช่างภาพจะไม่รู้ว่าจัดแสงแบบไหน หรือสไตลิสต์ไม่รู้ว่าต้องหาเสื้อผ้าแบบไหน ภาพที่สวยแต่ใช้ไม่ได้ในกองถ่ายจริงมักขาดข้อใดข้อหนึ่งในสี่ข้อนี้

Mood and Tone ต่างจาก Concept และ Mood Board ยังไง?

สามคำนี้ถูกใช้ปนกันบ่อยที่สุด ทั้งที่ทำงานคนละหน้าที่ Concept คือเรื่องที่อยากเล่า Mood and Tone คือความรู้สึกและท่าทีที่ใช้เล่า ส่วน Mood Board คือเครื่องมือที่เอาสองอย่างแรกมาแสดงเป็นภาพให้ทีมเห็นตรงกัน Nielsen Norman Group อธิบายบทบาทของ Mood Board ว่าช่วยให้ทีมเทียบความเข้าใจเรื่องอารมณ์และทิศทางภาพ ก่อนลงมือทำจริง (Nielsen Norman Group) [อ่านบทความ Mood Boards ของ NN/g]

Concept Mood and Tone Mood Board
คืออะไร เรื่องที่อยากเล่า ความรู้สึกและท่าทีที่ใช้เล่า กระดานภาพที่แสดงทั้งสองอย่าง
รูปแบบ ประโยคหรือย่อหน้าสั้นๆ คำบอกความรู้สึก 3 ถึง 5 คำ พร้อมกฎเรื่องสีและแสง ภาพ สี พื้นผิว ตัวอักษร
ใช้ทำอะไร ให้ทุกคนรู้ว่างานนี้เกี่ยวกับอะไร ให้ทุกคนรู้ว่างานนี้ควรให้ความรู้สึกแบบไหน ให้ทุกคนเห็นภาพเดียวกัน

ถ้า Concept ยังไม่ชัด เริ่มจากค้นหาตัวตนของศิลปินก่อนด้วย คอร์สค้นหาตัวตน Develop ศิลปิน ลำดับการทำงานที่ใช้ได้จริงคือ ตั้ง Concept ก่อน กำหนด Mood and Tone ต่อ แล้วค่อยสร้าง Mood Board ถ้าอยากรู้ว่าบอร์ดที่ใช้งานได้จริงหน้าตาเป็นยังไง และทำทีละขั้นยังไง อ่านต่อได้ที่ Mood Board ทำยังไงให้ใช้งานได้จริง

ศิลปินอิสระเริ่มกำหนดทิศทางภาพของตัวเองยังไง?

ศิลปินอิสระกำลังเขียนคำบอกความรู้สึกของเพลงลงสมุด เพื่อเริ่มกำหนดทิศทางของงานภาพก่อนลงมือถ่ายทำ

ไม่ต้องมีทีมหรือมีงบถึงจะเริ่มได้ ขั้นตอนข้างล่างใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และให้ผลเป็นเอกสารหนึ่งหน้าที่ใช้ตัดสินใจเรื่องภาพได้ทุกครั้งหลังจากนั้น

ขั้นที่ 1 เขียนความรู้สึกของเพลงออกมา 3 ถึง 5 คำ เลือกคำที่เป็นความรู้สึก ไม่ใช่คำว่า “สวย” หรือ “เท่” เช่น เหงาแต่อบอุ่น หรือสดไม่ปรุงแต่ง หรือรู้สึกใกล้ตัวเหมือนมีคนนั่งเล่าให้ฟังอยู่ข้างๆ ถ้าเขียนคำที่ขัดกันได้ มักเป็นสัญญาณดี เพราะความรู้สึกจริงของเพลงส่วนใหญ่ซับซ้อนกว่าคำเดียว

จากนั้น เขียนประโยคเดียวว่าอยากให้คนรู้สึกอะไรตอนเห็นภาพแรก (ขั้นที่ 2) เช่น “เห็นแล้วรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงคนที่เหงาอยู่ข้างๆ ไม่ใช่คนที่ร้องไห้ต่อหน้า” ประโยคนี้คือ Mood ของคุณ

ต่อมา แปลงเป็นกฎของสีและแสงจากตาราง 5 ปุ่มข้างบน (ขั้นที่ 3) เลือกจากแต่ละปุ่มมาอย่างละหนึ่งแบบ เช่น แสงนุ่ม สีไม่จัด โทนอุ่นอ่อน ระยะภาพใกล้ นี่คือ Tone ของคุณ

เมื่อได้กฎแล้ว เขียนรายการ “ใช่” และ “ไม่ใช่” อย่างละ 3 ข้อ (ขั้นที่ 4) เช่น ใช่คือแสงธรรมชาติ ไม่ใช่คือแฟลชตรง รายการนี้ทำให้คนอื่นหรือตัวคุณเองในอีกสามเดือนข้างหน้าตัดสินใจได้เร็ว

สุดท้าย ทดสอบกับคนจริง 3 คน (ขั้นที่ 5) ให้ดูภาพ 2 ถึง 3 ภาพที่ทำตามกฎ แล้วถามว่า “เห็นแล้วรู้สึกอะไร” ถ้าคำตอบใกล้กับคำใน Mood ของคุณ แปลว่าใช้ได้ ถ้าไม่ใกล้ ให้ย้อนไปปรับปุ่มในขั้นที่ 3

ในคอร์ส ค้นหาตัวตน Develop ศิลปิน เราต่อยอดขั้นตอนแบบนี้เป็นเวิร์กช็อปที่ให้ผู้เรียนตอบคำถามเรื่องความเป็นตัวเอง บรรยากาศและอารมณ์ สถานที่และสภาพอากาศ ไปจนถึงแสงและสไตล์ภาพยนตร์ แล้วเอาคำตอบไปทำเป็นภาพได้จริง ถ้าอยากให้คนจำภาพของคุณได้ไม่ว่าจะเจอที่แพลตฟอร์มไหน ลองดู คอร์สสร้าง Visual Identity ให้ทุก Platform จดจำ และถ้าอยากเห็นหลักคิดเรื่อง Personal Branding ซึ่งเป็นพื้นฐานก่อนขั้นตอนนี้ อ่านได้ที่ มืออาชีพเขาทำ Personal Branding กันยังไง

พลาดตรงไหนบ่อยตอนกำหนดทิศทางภาพ?

ใช้คำที่คลุมเครือ คำอย่าง “เท่” “ดูแพง” “มินิมอล” แต่ละคนตีความไม่เหมือนกัน ลองเปลี่ยนเป็นคำที่บอกความรู้สึกหรือสิ่งที่เห็นได้จริง เช่น “เงียบ” “สดไม่ปรุงแต่ง” “แสงจากหน้าต่างตอนเช้า” ทีมจะเห็นภาพตรงกันเร็วขึ้นมาก

ปะปน Mood กับ Concept “ความรักในวัยทำงาน” คือ Concept ไม่ใช่ Mood ลองถามต่อว่า ความรักแบบนั้นรู้สึกยังไง เหนื่อยแต่อุ่น หรือคิดถึงแต่ไม่กล้าบอก คำตอบของคำถามต่อคือ Mood จริง

เปลี่ยนทั้ง Mood และ Tone ทุกซิงเกิล Mood เปลี่ยนตามเพลงได้ แต่ Tone ซึ่งเป็นบุคลิกการนำเสนอของศิลปินควรคงที่พอให้คนจำได้ ถ้าเปลี่ยนทั้งสองอย่างพร้อมกันทุกครั้ง ผู้ฟังจะไม่เห็นความต่อเนื่องของศิลปินคนนั้น ซึ่งสำคัญมากตอนปล่อยเพลงหลายชุดต่อเนื่อง ดูภาพรวมขั้นตอนได้ใน คู่มือปล่อยเพลงลง Spotify ฉบับศิลปินอิสระ

เชื่อสูตรสีแบบตายตัว งานวิจัยของ Jonauskaite ที่เล่าไปข้างบนบอกเองว่า ความเชื่อมโยงระหว่างสีกับความรู้สึกมีความต่างตามภาษาและภูมิภาค การทดสอบกับกลุ่มผู้ฟังจริงของคุณจึงเชื่อถือได้กว่าตารางความหมายสีใดๆ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Mood and Tone

Mood and Tone คืออะไร? อธิบายแบบสั้นๆ

สองคำนี้คือคู่คำที่ใช้กำหนดทิศทางของงานภาพก่อนลงมือทำ Mood คือความรู้สึกที่อยากให้คนดูได้รับ เช่น อบอุ่น เหงา หรือตื่นเต้น ส่วน Tone คือท่าทีและวิธีที่งานเลือกใช้เพื่อพาคนดูไปถึงความรู้สึกนั้น เช่น แสงนุ่มและสีไม่จัด หรือแสงแรงที่ทำให้มืดกับสว่างต่างกันมาก ในงานเพลง Art Director จะกำหนดสองอย่างนี้ก่อนเลือกเสื้อผ้า โลเคชัน หรือช่างภาพ เพราะถ้าไม่รู้ว่าอยากให้คนรู้สึกอะไร ทุกการตัดสินใจหลังจากนั้นจะกลายเป็นรสนิยมส่วนตัวที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ และภาพแต่ละชิ้นจะไม่ต่อเนื่องกัน

Mood กับ Tone ต่างกันยังไง?

Mood ตอบว่าคนดูควรรู้สึกอะไร ส่วน Tone ตอบว่างานใช้ท่าทีแบบไหนเพื่อไปถึงความรู้สึกนั้น วิธีจำคือ Mood เป็นปลายทาง Tone เป็นวิธีเดินทาง ความรู้สึกปลายทางอย่างเดียวกัน เช่น ความเหงา สามารถไปถึงได้ด้วยท่าทีต่างกัน ทั้งแสงน้อยและภาพใกล้ หรือสีหม่นและภาพกว้างที่เห็นตัวศิลปินเล็กอยู่กลางฉาก ข้อควรระวังคือ ในศัพท์ภาพถ่าย tone ยังหมายถึงช่วงความมืดไปถึงความสว่างของภาพด้วย เวลาคุยกับช่างภาพหรือคนตัดต่อจึงควรบอกให้ชัดว่าหมายถึงโทนการสื่อสารหรือโทนความสว่าง

สีอะไรสื่อถึงความรู้สึกแบบไหน?

ไม่มีสีไหนที่สื่ออารมณ์เดียวกันกับทุกคนเสมอ งานสำรวจของ Jonauskaite และทีมวิจัยที่ถามผู้ตอบ 4,598 คนจาก 30 ประเทศพบว่า รูปแบบการจับคู่สีกับความรู้สึกคล้ายกันค่อนข้างมาก แต่ยังต่างกันตามภาษาและภูมิภาค แนวทางที่ใช้ได้คือ มองสีเป็นปุ่มปรับ ไม่ใช่ความหมายตายตัว สีสดสื่อพลังงานสูง สีหม่นสื่อความนิ่ง โทนอุ่นสื่อความใกล้ชิด โทนเย็นสื่อความห่างและสงบ แล้วทดสอบกับผู้ฟังกลุ่มจริงของคุณเสมอ เพราะผลที่ได้ขึ้นกับว่าสีหลายสีถูกใช้ร่วมกันยังไง

Mood and Tone ต่างจาก Mood Board ยังไง?

คู่คำนี้คือการตัดสินใจเรื่องความรู้สึกและท่าทีของงาน ส่วน Mood Board คือเครื่องมือที่เอาการตัดสินใจนั้นมาแสดงเป็นภาพให้ทีมเห็นตรงกัน ลำดับที่ใช้ได้จริงคือกำหนด Mood และ Tone ก่อน แล้วค่อยรวบรวมภาพอ้างอิงเป็น Mood Board ถ้าทำกลับกัน คือเริ่มเก็บภาพก่อนโดยยังไม่รู้ว่าอยากให้คนรู้สึกอะไร บอร์ดมักออกมาสวยแต่ไม่มีแกน และทีมงานเอาไปทำต่อไม่ได้ เพราะแต่ละคนอ่านบอร์ดเดียวกันแล้วได้ความรู้สึกต่างกัน

ศิลปินอิสระที่ไม่มีทีม กำหนดทิศทางภาพเองได้ไหม?

ได้ และไม่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ เริ่มจากเขียนความรู้สึกของเพลงเป็นคำ 3 ถึง 5 คำ แล้วสรุปเป็นประโยคเดียวว่าอยากให้คนรู้สึกอะไรตอนเห็นภาพแรก จากนั้นแปลงเป็นกฎเรื่องสี แสง และระยะภาพ เขียนรายการสิ่งที่ใช่และไม่ใช่อย่างละ 3 ข้อ แล้วทดสอบกับคนจริง 3 คนว่าเห็นภาพแล้วรู้สึกอะไร ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ผลที่ได้คือเอกสารหนึ่งหน้าที่ช่วยตัดสินใจเรื่องภาพได้ทุกครั้ง ทั้งปกเพลง ภาพโปรโมต และฟีดโซเชียล

ต้องเปลี่ยนทิศทางภาพทุกซิงเกิลไหม?

Mood เปลี่ยนตามเพลงได้ เพราะแต่ละเพลงมีความรู้สึกต่างกัน แต่ Tone ซึ่งเป็นบุคลิกการนำเสนอของศิลปินควรคงที่พอให้คนจำได้ ตัวอย่างจากสองโปรเจกต์ในค่ายที่คุณฟิล์มสอนไว้ในคอร์ส คือโปรเจกต์ที่เน้นความลึกลับกับโปรเจกต์ที่เน้นความสนุก ให้ภาพต่างกันมาก เพราะทีมเริ่มจากคำถามเรื่องความรู้สึกที่ต่างกัน ส่วนศิลปินคนเดียวควรมีรายการสิ่งที่ใช่และไม่ใช่ที่ใช้ร่วมกันทุกซิงเกิล เพื่อให้ผู้ฟังรู้ว่านี่คือศิลปินคนเดียวกัน แม้ความรู้สึกของแต่ละเพลงจะเปลี่ยนไป

อยากเรียนกำหนด Mood and Tone แบบ Art Director ค่ายเพลง เริ่มจากตรงไหน?

เริ่มจากการดูกระบวนการทำงานจริง ตั้งแต่ฟังเพลง ตีความอารมณ์ จนถึงส่งต่อให้ทีมถ่ายทำ ที่ Collab by FutureSkill เรามีให้เรียนทั้ง 3 คอร์สที่คุณฟิล์มสอน คือ ค้นหาตัวตน Develop ศิลปิน, สร้าง Visual Concept และส่งต่อให้ทีม และ สร้าง Visual Identity ให้ทุก Platform จดจำ ซึ่งรวมอยู่ใน ซีรีส์ Sound to Sight by YUPP! สอนโดยคุณฟิล์ม xerocroma Art Director จาก YUPP! Entertainment เล่ากระบวนการนี้เป็นขั้นตอน มีเวิร์กช็อปให้ลงมือทำจริง ถ้าอยากเริ่มก่อนเรียน ลองอ่านบทความ Art Director คืออะไร เพื่อเข้าใจบทบาทของคนที่ทำงานนี้ในค่ายเพลงก่อน

สรุป

Mood and Tone คือการตัดสินใจสองข้อที่ต้องทำก่อนทุกอย่างในงานภาพ Mood ตอบว่าคนดูควรรู้สึกอะไร Tone ตอบว่างานใช้ท่าทีและวิธีแบบไหนพาเขาไปถึงตรงนั้น สีและแสงเป็นเครื่องมือหลัก แต่ต้องใช้เป็นปุ่มปรับที่ทดสอบกับผู้ฟังจริง ไม่ใช่ท่องความหมายสีตายตัว

สำหรับศิลปินที่ไม่มีทีม เริ่มจากเขียนความรู้สึกของเพลงเป็นคำ แปลงเป็นกฎสีและแสง และเขียนรายการใช่กับไม่ใช่ แล้วทดสอบกับคนจริง 3 คน ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมง แต่ได้เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินใจเรื่องภาพได้นานกว่านั้นมาก

อยากกำหนด Mood and Tone ให้เป็นระบบจริงจัง ควรเรียนอะไรก่อน?

ถ้าอยากฝึกกำหนด Mood and Tone ของงานภาพตัวเอง เริ่มจากคอร์ส ค้นหาตัวตน Develop ศิลปิน (31 นาที) เพราะ Mood ที่ชัดต้องมาจากการรู้ว่าตัวเองเป็นใครก่อน จากนั้นต่อด้วยอีก 2 คอร์สในซีรีส์เดียวกันที่เปลี่ยนความรู้สึกให้เป็นภาพและวางระบบให้คงที่

สอนโดย คุณฟิล์ม ธนารีย์ ศุภศรี (xerocroma) Senior Graphic Designer และ Art Director จาก YUPP! Entertainment ที่ดูแลอัตลักษณ์ภาพและ Art Direction ให้ศิลปินอย่าง MILLI, GALCHANIE, Flower.far และ MARQUISE

  • ค้นหาตัวตน Develop ศิลปิน (31 นาที) เริ่มจากบทบาท Art Director ในค่ายเพลง 4 แบบ ได้แก่ Visionary, Translator, Keeper และ Optimizer ตามด้วยบทเรียน Visual Direction Framework (14 นาที) ที่มีเวิร์กช็อปแปลตัวตนเป็นภาพด้วยคีย์เวิร์ด และกรอก Artist Character Canvas ซึ่งตรงกับขั้นตอนหา Mood ในบทความนี้
  • สร้าง Visual Concept และส่งต่อให้ทีม (40 นาที, 6 บทเรียน) ไล่จาก AD’s Visualizing Journey ที่เปลี่ยนเพลงเป็นภาพ บทเรียน Mood Board ที่ใช้งานได้จริง บทรายละเอียดอย่างทรง เสื้อผ้า เมคอัป ผม และพร็อพ ไปจนถึงเวิร์กช็อปเขียน Art Direction Brief ซึ่งเป็นขั้นที่ Tone ถูกเขียนเป็นคำสั่งให้ทีมผลิต
  • สร้าง Visual Identity ให้ทุก Platform จดจำ (45 นาที, 7 บทเรียน) เรียน World Building และ Era Concept (9 นาที) การออกแบบ Graphic Assets เช่นปกซิงเกิล ตัวอักษร และพาเลทสี (8 นาที) และการสื่อสารกับทีม (16 นาที) พร้อมเวิร์กช็อป Visual Identity System ที่ทำให้ Tone คงที่ข้ามทุกแพลตฟอร์ม

ทั้ง 3 คอร์สอยู่ในซีรีส์ Sound to Sight by YUPP! ซื้อรวมเป็นแพ็กเกจ 1,290 บาท จ่ายครั้งเดียว กลับมาทบทวนได้ตลอด ไม่จำกัดเวลาและจำนวนครั้ง ทุกคอร์สมี Certificate เมื่อเรียนจบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ดูคอร์สอื่นของ Collab by FutureSkill ได้ที่ หน้ารวมคอร์ส Collab by FutureSkill

ขอบคุณข้อมูลจาก Lindgaard et al. (2006), Jonauskaite et al. (2020), Xu and Labroo (2014), Netflix, Adobe, Mailchimp และ Nielsen Norman Group

Views: 16