ลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? Master กับ Publishing ต่างกันอย่างไร - FutureSkill Blog

ลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? Master กับ Publishing ต่างกันอย่างไร

ลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? Master Rights กับ Publishing Rights ต่างกันอย่างไร

ลิขสิทธิ์เพลง คือสิทธิของผู้สร้างสรรค์เพลง แยกเป็นสองชั้นที่เป็นเจ้าของคนละคนได้ ชั้นแรกคือตัวเพลง ได้แก่ทำนองและเนื้อร้อง เรียกว่า Publishing Rights ชั้นที่สองคือไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ เรียกว่า Master Rights

รายงาน Global Music Report ของ IFPI ระบุว่าในปี 2025 รายได้เพลงบันทึกเสียงทั่วโลกอยู่ที่ 31.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 69.6% มาจากสตรีมมิง (IFPI, 2026) [ดูรายงาน IFPI]. เงินก้อนนี้ถูกแบ่งให้คนที่ถือ ลิขสิทธิ์เพลง ไม่ใช่แบ่งให้ทุกคนที่มีชื่ออยู่ในเครดิต บทความนี้อธิบายว่า ลิขสิทธิ์เพลง แยกเป็นอะไรบ้าง Master Rights กับ Publishing Rights ต่างกันตรงไหน สิทธิข้างเคียงเกี่ยวกับนักร้องและนักดนตรียังไง และศิลปินอิสระควรเคลียร์เรื่องอะไรก่อนกดปล่อยเพลง

หมายเหตุ เนื้อหานี้เขียนเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย ถ้ามีข้อพิพาทหรือสัญญาจริงที่ต้องเซ็น ควรปรึกษาทนายความที่ดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญา

ลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? แยกเป็นกี่ชั้น?

ลิขสิทธิ์เพลง ไม่ใช่สิทธิก้อนเดียว ลิขสิทธิ์เพลง จึงครอบคลุมงานที่ถูกคุ้มครองอย่างน้อยสองชิ้นซ้อนกันอยู่ในเพลงเดียว ชิ้นแรกคือตัวเพลงที่เป็นความคิด ได้แก่ทำนอง คอร์ด และเนื้อร้อง ซึ่งกฎหมายไทยเรียกว่า ดนตรีกรรม ชิ้นที่สองคือเสียงที่ถูกอัดไว้ ซึ่งกฎหมายไทยเรียกว่า สิ่งบันทึกเสียง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของไทยจัดงานสองประเภทนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์แยกกัน (มาตรา 6) [ดูตัวบทกฎหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา].

แผนภาพ ลิขสิทธิ์เพลง สองชั้น ชั้นตัวเพลงคือ Publishing ได้แก่ทำนอง คอร์ด เนื้อร้อง ชั้นไฟล์เสียงคือ Master
ลิขสิทธิ์เพลงแยกเป็นสองชั้น คือตัวเพลงกับไฟล์เสียง

วงการเพลงเรียกสองชั้นนี้ด้วยศัพท์ธุรกิจ ตัวเพลงเรียกว่า Publishing Rights ส่วนไฟล์เสียงเรียกว่า Master Rights สองคำนี้เป็นภาษาของอุตสาหกรรม ไม่ใช่ชื่อประเภทงานในตัวบทกฎหมายไทย แต่เป็นคำที่ปรากฏในสัญญา ใบ Split Sheet และการคุยกับ Distributor ทุกครั้ง ดังนั้นศิลปินที่จะปล่อยเพลงควรรู้ว่าแต่ละคำชี้ไปที่สิทธิอะไร

คำที่เกี่ยวข้อง ควรรู้ก่อนอ่านต่อ

  • ดนตรีกรรม (Musical Work): ทำนอง คอร์ด และเนื้อร้องของเพลง เป็นสิ่งที่นักแต่งเพลงเป็นผู้สร้างสรรค์ และเป็นฝั่งที่เรียกว่า Publishing
  • สิ่งบันทึกเสียง (Sound Recording): เสียงที่ถูกบันทึกไว้เป็นไฟล์ เช่น ไฟล์ .WAV ที่ส่งให้ Distributor เป็นฝั่งที่เรียกว่า Master
  • Publisher (ผู้จัดพิมพ์เพลง): บริษัทหรือผู้ที่ดูแลสิทธิฝั่งตัวเพลงแทนนักแต่ง เช่น ดูแลการเก็บเงินและการนำเพลงไปใช้
  • Split Sheet: เอกสารที่ทุกคนที่ร่วมสร้างเพลงเซ็นยืนยันว่าใครถือสิทธิกี่เปอร์เซ็นต์ในตัวเพลงและในไฟล์เสียง
  • ISRC: รหัสประจำไฟล์เสียงแต่ละเพลง ใช้ระบุว่าเสียงชิ้นนี้คือเพลงไหนเมื่อเพลงถูกนำไปเล่นหรือเก็บเงิน

ลิขสิทธิ์เพลง ฝั่ง Master Rights คืออะไร? ใครเป็นเจ้าของ?

Master Rights คือสิทธิในไฟล์เสียงที่บันทึกเสร็จแล้ว เมื่อเพลงถูกเล่นบน Spotify หรือแพลตฟอร์มอื่น สิ่งที่ผู้ฟังได้ยินคือไฟล์เสียงนี้ ไม่ใช่กระดาษโน้ตหรือเนื้อเพลง ผู้ที่ถือ Master Rights ซึ่งเป็น ลิขสิทธิ์เพลง ฝั่งไฟล์เสียง จึงเป็นผู้ที่ควบคุมว่าเสียงชุดนี้จะถูกปล่อย ถูกขายสิทธิ หรือถูกนำไปใช้ที่ไหน

แผนภาพเทียบเจ้าของ ลิขสิทธิ์เพลง ฝั่ง Master ศิลปินที่ออกเงินอัดเองมักถือเอง ส่วนค่ายที่ออกทุนอาจเป็นเจ้าของตามสัญญา
Master เป็นของใคร ขึ้นอยู่กับว่าใครออกเงินและตกลงอะไรไว้

ใครเป็นเจ้าของ Master ขึ้นอยู่กับว่าใครออกเงินและใครตกลงอะไรไว้ ศิลปินอิสระที่จ่ายค่าห้องอัดเองและจ้างโปรดิวเซอร์แบบซื้อขาดมักถือ Master เอง ส่วนศิลปินที่ค่ายเป็นผู้ออกทุนอัดเสียง Master อาจเป็นของค่ายตามสัญญา สิ่งนี้ไม่มีสูตรตายตัว ต้องดูสัญญาและเอกสารที่เซ็นกันไว้ในแต่ละเพลง

ด้านอายุความคุ้มครอง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทยกำหนดให้ลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงโดยทั่วไปมีอายุ 50 ปีนับแต่สร้างสรรค์ หรือนับจากการโฆษณาครั้งแรกถ้ามีการโฆษณาในช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 21) [ตัวบทกฎหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา]. รายได้ฝั่ง Master ส่วนใหญ่ไหลมาทางสตรีมมิงผ่าน Distributor ซึ่งเป็นเหตุผลที่ข้อมูลในไฟล์ต้องกรอกให้ครบตั้งแต่ก่อนส่งเพลง

ลิขสิทธิ์เพลง ฝั่ง Publishing Rights คืออะไร? เงินมาจากไหน?

Publishing Rights คือ ลิขสิทธิ์เพลง ฝั่งตัวเพลง ได้แก่ทำนอง คอร์ด และเนื้อร้อง เจ้าของสิทธิชุดนี้คือนักแต่งเพลงและผู้ร่วมแต่ง ไม่ว่าใครจะเป็นคนร้องหรือบันทึกเสียงก็ตาม เพลงเดียวกันที่ถูกศิลปินสิบคนนำไปร้องใหม่ ก็ยังเป็นตัวเพลงของนักแต่งคนเดิม

ฝั่งนี้มีเงินไหลมาแยกจากฝั่ง Master Spotify รายงานใน Loud & Clear ว่าในช่วงสองปีล่าสุด บริษัทจ่ายเงินประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ผู้จัดพิมพ์เพลงและองค์กรที่เป็นตัวแทนของนักแต่งเพลง และปี 2025 เป็นปีที่จ่ายฝั่ง publishing สูงที่สุดเท่าที่ Spotify เคยจ่ายรายปี (Spotify Loud & Clear, 2026) [ดูรายงาน Loud & Clear]. ตัวเลขนี้เป็นยอดจ่ายทั้งโลกที่ถึงผู้ถือสิทธิ ไม่ใช่รายได้ของศิลปินแต่ละคน

ในไทย ลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมโดยทั่วไปมีอายุตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์และต่อไปอีก 50 ปีหลังเสียชีวิต (มาตรา 19) ถ้าเป็นงานของผู้สร้างสรรค์ร่วมกัน อายุจะนับจากผู้ร่วมสร้างสรรค์คนสุดท้ายที่เสียชีวิต [ตัวบทกฎหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา]. นักแต่งที่ไม่ได้บันทึกชื่อและสัดส่วนของตัวเองไว้ตั้งแต่วันเขียนเพลง จึงเสี่ยงต้องมาพิสูจน์สิทธิเมื่อเพลงเริ่มมีรายได้

ลิขสิทธิ์เพลง Master Rights กับ Publishing Rights ต่างกันอย่างไร?

สองสิทธิใน ลิขสิทธิ์เพลง ต่างกันที่ว่าถืออะไรอยู่ เจ้าของ ผู้ที่ได้เงิน และคนที่ต้องเซ็นยินยอมเมื่อมีคนขอนำเพลงไปใช้ ตารางด้านล่างเทียบ Master Rights กับ Publishing Rights ในประเด็นที่ศิลปินอิสระเจอบ่อยที่สุด

ตารางเปรียบเทียบ ลิขสิทธิ์เพลง สองฝั่ง Master กับ Publishing ในเรื่องสิทธิ เจ้าของ อายุความคุ้มครอง และ Split Sheet
เปรียบเทียบ Master Rights กับ Publishing Rights ในตารางเดียว
Master Rights Publishing Rights
สิทธิในอะไร ไฟล์เสียงที่บันทึกไว้ ทำนอง คอร์ด และเนื้อร้อง
เจ้าของโดยทั่วไป ผู้ออกทุนอัดเสียง หรือศิลปินและโปรดิวเซอร์ตามที่ตกลงกัน นักแต่งเพลงและผู้ร่วมแต่ง
ประเภทงานตามกฎหมายไทย สิ่งบันทึกเสียง ดนตรีกรรม
อายุความคุ้มครองโดยทั่วไป 50 ปีนับแต่สร้างสรรค์ หรือนับจากการโฆษณาครั้งแรก ตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์และอีก 50 ปีหลังเสียชีวิต
ถ้ามีคนอยากนำไปใช้ ต้องขอจากใคร ผู้ถือ Master ของไฟล์เสียงนั้น ผู้ถือสิทธิในตัวเพลง
ในใบ Split Sheet ตารางแบ่ง Master แยกต่างหาก รวมต้องได้ 100% ตารางแบ่ง Publishing แยกต่างหาก รวมต้องได้ 100%

ผลที่ตามมาคือคนคนเดียวอาจถือสัดส่วนไม่เท่ากันในสองฝั่ง ตัวอย่างเช่น โปรดิวเซอร์ที่แค่ทำบีตให้อาจไม่ถือ Publishing เลย แต่ถือ Master บางส่วนจากข้อตกลงค่าจ้าง ส่วนนักแต่งเนื้อที่ไม่ได้อยู่ในห้องอัด อาจถือ Publishing แต่ไม่ถือ Master เลย ใครได้เท่าไหร่ในแต่ละฝั่งต้องคุยและบันทึกแยกกัน อย่ารวมเป็นตัวเลขเดียว บทความ ค่าลิขสิทธิ์เพลงใครเป็นคนได้เงินบ้าง อธิบายต่อว่าเงินแต่ละช่องทางไหลไปหาสิทธิแบบไหน

สิทธิข้างเคียงคืออะไร? เกี่ยวกับนักร้องและนักดนตรีอย่างไร?

สิทธิข้างเคียง (Neighbouring Rights) คือสิทธิของคนที่ไม่ได้แต่งเพลง แต่ลงแรงแสดงหรือบันทึกเสียงเพลงนั้น เช่น นักร้องและนักดนตรีที่เล่นในไฟล์เสียง สิทธิกลุ่มนี้ไม่ใช่ Publishing และไม่ใช่ Master แต่เป็นสิทธิอีกชั้นที่อยู่ข้างๆ ลิขสิทธิ์ของตัวเพลงและของไฟล์เสียง จึงเป็นที่มาของชื่อ สิทธิข้างเคียง

ในกฎหมายไทย สิทธิกลุ่มนี้อยู่ในหมวดสิทธิของนักแสดง ซึ่งกำหนดไว้แยกจากหมวดลิขสิทธิ์ (เช่น มาตรา 44 และ 45) โดยคำว่านักแสดงครอบคลุมนักร้องและนักดนตรี [ตัวบทกฎหมายที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา]. รายละเอียดว่าสิทธิแต่ละข้อใช้เรียกเก็บเงินได้ในกรณีไหน และนับอายุอย่างไร ควรอ่านจากตัวบทหรือถามผู้เชี่ยวชาญ เพราะมีเงื่อนไขเฉพาะในแต่ละมาตรา

ประเด็นที่ศิลปินอิสระควรจำคือ นักดนตรีรับจ้างที่เล่นกีตาร์ในเพลงของคุณ อาจมีสิทธิของนักแสดงโดยอัตโนมัติ แม้เขาจะไม่ได้ถือ Master หรือ Publishing เลย ถ้าไม่ต้องการให้เกิดข้อโต้แย้งภายหลัง ควรเขียนข้อตกลงกับนักดนตรีให้ชัดตั้งแต่ตอนจ้าง และระบุชื่อเขาในเครดิตให้ถูกต้อง

ตัวอย่างสมมติ: ศิลปินอิสระสามคนทำเพลงด้วยกัน จะแบ่งสิทธิกันอย่างไร?

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเรื่องสมมติ เพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่เหตุการณ์จริง และตัวเลขไม่ใช่สูตรมาตรฐาน สมมติว่านาย ก เป็นศิลปินและเขียนเนื้อร้อง นางสาว ข เป็นโปรดิวเซอร์ที่แต่งทำนองหลักและทำบีต และนาย ค เป็นนักดนตรีรับจ้างที่เล่นกีตาร์ในเพลง ทั้งสามคนสนุกกับงานจนลืมคุยเรื่องสิทธิ แล้วส่งเพลงเข้า Distributor เลย

สามเดือนต่อมา เพลงเริ่มมีรายได้ นาย ค ถามว่าตัวเองควรได้อะไรบ้าง นาย ก ตอบว่าเขาจ่ายค่าจ้างนักดนตรีไปแล้ว ขณะที่นางสาว ข เข้าใจว่าตัวเองควรถือส่วนแบ่งในตัวเพลง เพราะแต่งทำนอง ทุกคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่ไม่มีเอกสารใดยืนยัน ทำให้การแบ่งเงินต้องหยุดไว้ก่อน

ถ้าคุยกันตั้งแต่ก่อนปล่อย ตารางที่เป็นไปได้อาจหน้าตาแบบนี้ ฝั่ง Publishing นาย ก 40% นางสาว ข 60% เพราะแต่งทำนองหลักและบางส่วนของเนื้อ ฝั่ง Master นาย ก 60% ในฐานะผู้ออกเงินอัดเสียง นางสาว ข 40% จากงานผลิตและมิกซ์ ส่วนนาย ค รับค่าจ้างแบบซื้อขาดและมีข้อความยืนยันในสัญญาจ้าง แต่ละฝั่งรวมกันได้ 100% และทุกคนเซ็นรับทราบ ตัวเลขชุดนี้ไม่ใช่คำตอบที่ถูกเสมอไป แต่สิ่งที่ทำให้ปัญหาไม่เกิดคือเอกสารที่เซ็นก่อนปล่อยเพลง

ก่อนปล่อยเพลง ต้องเคลียร์ ลิขสิทธิ์เพลง อะไรบ้าง?

ก่อนส่งเพลงเข้า Distributor ควรเคลียร์ ลิขสิทธิ์เพลง ให้ครบสามเรื่อง เรื่องแรกคือรู้ว่าใครมีส่วนในตัวเพลงและในไฟล์เสียงบ้าง เรื่องที่สองคือตกลงสัดส่วนของแต่ละคนในสองฝั่ง เรื่องที่สามคือเก็บหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเครื่องมือที่ใช้กันคือ Split Sheet

ขั้นตอนเคลียร์ ลิขสิทธิ์เพลง ก่อนปล่อย 3 ข้อ รู้ว่าใครมีส่วนในเพลง ตกลงสัดส่วนแยกสองฝั่ง และให้ทุกคนเซ็น Split Sheet
สามเรื่องที่ควรเคลียร์ก่อนส่งเพลงเข้า Distributor

ฟอร์ม Split Sheet ที่ใช้สอนในคอร์สแบ่งเป็นห้าส่วน ส่วนแรกคือข้อมูลเพลง เช่น ชื่อเพลง ชื่อศิลปิน ความยาว และรหัส ISRC ส่วนที่สองคือรายละเอียดผู้ร่วมงาน ได้แก่ชื่อ บทบาท (เช่น Composer, Author, Producer, Arranger) และสังกัด ส่วนที่สามคือสัดส่วน Publishing ส่วนที่สี่คือสัดส่วน Master และส่วนสุดท้ายคือลายเซ็นยืนยัน สองสัดส่วนต้องรวมกันได้ 100% เท่านั้น

คอร์ส เคลียร์ครบทุกสิทธิ ก่อนปล่อยเพลงและการบันทึกข้อมูลลง Split Sheet สอนขั้นตอนนี้เป็นลำดับ ตั้งแต่ Revenue Streams ในเพลงสมัยใหม่ ไปจนถึงกติกาการร่วมงานและเวิร์กช็อปกรอก Split Sheet จริง รายละเอียดแต่ละบทเรียนอยู่ท้ายบทความนี้ นอกจากเอกสารสิทธิ ยังต้องเตรียมข้อมูลเพลงให้ตรงกันทุกที่ ทั้งชื่อเครดิตและรหัส ISRC ตามที่อธิบายในบทความ 3 เรื่องที่ศิลปินอิสระต้องรู้ก่อนกดปล่อยเพลง

ข้อผิดพลาดเรื่อง ลิขสิทธิ์เพลง ที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง?

ข้อผิดพลาดแรกคือรวมสองฝั่งเป็นตัวเลขเดียว เช่นตกลงกันว่า “ได้คนละ 50%” โดยไม่บอกว่าเป็น 50% ของอะไร ฝั่งตัวเพลง ฝั่งไฟล์เสียง หรือเงินรวม ข้อผิดพลาดที่สองคือตกลงด้วยปากเปล่าหรือในแชท แล้วไม่เก็บเป็นเอกสารที่ทุกคนเซ็น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องเดือดตอนเพลงเริ่มมีรายได้

ข้อผิดพลาดที่สามคือคิดว่าจ่ายค่าจ้างแล้วสิทธิจะเป็นของเราโดยอัตโนมัติ การจ้างโปรดิวเซอร์หรือนักดนตรีควรระบุในสัญญาว่าเป็นการซื้อขาดหรือแบ่งสิทธิ ซึ่งสัมพันธ์กับการตัดสินใจว่าจะปล่อยเพลงเองหรือเซ็นกับค่าย ดูเปรียบเทียบได้ในบทความ ปล่อยเพลงเองกับเซ็นสัญญาค่ายต่างกันอย่างไร ข้อผิดพลาดที่สี่คือกรอกชื่อเครดิตไม่ตรงกันในแต่ละแพลตฟอร์ม ทำให้เงินและเครดิตไปหาคนผิด ข้อผิดพลาดที่ห้าคือละเลยนักดนตรีรับจ้าง ทั้งที่เขาอาจมีสิทธิของนักแสดงตามที่อธิบายไว้ข้างต้น

ทางแก้ของทุกข้อคล้ายกัน คือคุยเรื่องสิทธิตั้งแต่วันแรกที่เริ่มทำเพลง บันทึกแยกสองฝั่ง และให้ทุกคนเซ็น ถ้าเรื่องนี้ฟังดูเป็นภาระ ให้นึกว่า Split Sheet ที่เซ็นก่อนปล่อยช่วยให้ไม่ต้องไล่ถามความทรงจำของทุกคนย้อนหลังหลายเดือน หากอยากเข้าใจภาพใหญ่ของค่ายเพลงและบทบาทของแต่ละฝ่ายก่อน อ่านบทความ ค่ายเพลงคืออะไร ทำหน้าที่อะไรบ้าง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ลิขสิทธิ์เพลง

ลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? อธิบายแบบสั้นๆ

ลิขสิทธิ์เพลง คือสิทธิตามกฎหมายของคนที่สร้างสรรค์เพลง และแยกเป็นสองชั้นที่มีเจ้าของคนละคนได้ ชั้นแรกคือตัวเพลง ได้แก่ทำนอง คอร์ด และเนื้อร้อง ซึ่งวงการเรียกว่า Publishing Rights ชั้นที่สองคือไฟล์เสียงที่บันทึกแล้ว ซึ่งวงการเรียกว่า Master Rights ในกฎหมายไทย สองชั้นนี้เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์คนละประเภท คือดนตรีกรรมและสิ่งบันทึกเสียง ผู้ฟังเพลงเดียวกันบน Spotify จึงกำลังฟังงานที่มีสิทธิซ้อนกันอย่างน้อยสองชั้น และเงินที่ไหลกลับก็แยกไปหาเจ้าของแต่ละชั้นตามสัดส่วนที่ตกลงกันไว้ เมื่อมีคนถามว่าเพลงนี้ลิขสิทธิ์เป็นของใคร คำตอบที่ถูกจึงต้องถามกลับก่อนว่าหมายถึงฝั่งตัวเพลงหรือฝั่งไฟล์เสียง เพราะสองฝั่งอาจเป็นคนละคน ลิขสิทธิ์เพลง จึงไม่ใช่เรื่องของคนแต่งเพียงคนเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่มีส่วนสร้างเพลงและทุกคนที่ออกเงินอัดเสียง

Master Rights กับ Publishing Rights อันไหนสำคัญกว่ากัน?

ไม่มีฝั่งไหนสำคัญกว่าในทุกกรณี เพราะทั้งสองฝั่งมีรายได้และมีเจ้าของของตัวเอง ฝั่ง Master สัมพันธ์กับการปล่อยเพลงและรายได้จากไฟล์เสียงผ่าน Distributor ส่วนฝั่ง Publishing สัมพันธ์กับตัวเพลงที่ถูกนำไปร้องซ้ำหรือใช้ต่อในที่อื่น Spotify รายงานว่าจ่ายเงินให้ฝั่ง publishing ราว 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในสองปีล่าสุด (Spotify Loud & Clear, 2026) ซึ่งแสดงว่าฝั่งตัวเพลงมีเม็ดเงินจริง ศิลปินที่ทั้งแต่งทั้งอัดเองมักถือทั้งสองฝั่ง ส่วนคนที่ร่วมงานควรถามให้ชัดว่าตนถืออะไร ในฝั่งไหน เพราะการเข้าใจลิขสิทธิ์เพลงทั้งสองชั้นพร้อมกันคือสิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเรื่องสัญญา การจ้างงาน และการแบ่งเงินได้ถูกต้อง แทนที่จะโฟกัสแค่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

ถ้าแต่งเพลงเองแต่จ้างคนอื่นร้องและอัดเสียง ใครเป็นเจ้าของอะไร?

โดยหลักการ ผู้แต่งเพลงถือ Publishing ของตัวเพลงนั้น ส่วน Master ขึ้นอยู่กับข้อตกลงในการจ้าง ถ้าคุณเป็นคนออกเงินอัดเสียงและสัญญาจ้างระบุว่าเป็นการซื้อขาด คุณมักถือ Master เอง แต่ถ้าสัญญาไม่ได้พูดถึงเลย ก็อาจเกิดความไม่ชัดเจนว่าใครถืออะไร นอกจากนั้น ผู้ร้องและนักดนตรีที่ลงแรงในไฟล์เสียงอาจมีสิทธิของนักแสดงแยกต่างหาก วิธีที่ปลอดภัยคือเขียนสัญญาจ้างที่ระบุชัดว่าเป็นการซื้อขาดหรือแบ่งสิทธิ แล้วบันทึกลง Split Sheet ก่อนปล่อยเพลง เนื้อหานี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย ถ้าสัญญาที่ได้รับมาเขียนไม่ชัด ให้ขอให้ผู้ที่ร่างแก้ไขให้ระบุก่อนเซ็น ไม่ควรเซ็นไปก่อนแล้วค่อยตีความทีหลัง

สิทธิข้างเคียงคืออะไร และต่างจาก ลิขสิทธิ์เพลง อย่างไร?

สิทธิข้างเคียงคือสิทธิของนักร้องและนักดนตรีผู้ลงแรงแสดงหรือบันทึกเสียงเพลง โดยที่เขาไม่จำเป็นต้องเป็นผู้แต่ง ต่างจาก ลิขสิทธิ์เพลง ที่เป็นสิทธิของผู้สร้างสรรค์ตัวเพลง (Publishing) และเจ้าของไฟล์เสียง (Master) ในกฎหมายไทย สิทธิกลุ่มนี้อยู่ในหมวดสิทธิของนักแสดงซึ่งแยกจากหมวดลิขสิทธิ์ และนักร้องกับนักดนตรีอยู่ในความหมายของนักแสดง (กรมทรัพย์สินทางปัญญา) รายละเอียดว่าแต่ละกรณีเรียกเก็บอะไรได้ ต้องอ่านจากตัวบทหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะเงื่อนไขของแต่ละมาตราไม่เหมือนกัน สำหรับศิลปินอิสระ ข้อสรุปที่ใช้ได้ทันทีคือ สิทธิข้างเคียงทำให้ผู้ร้องและนักดนตรีเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ควรถูกกล่าวถึงในข้อตกลงและเครดิต แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในตาราง Master หรือ Publishing ก็ตาม

Split Sheet คืออะไร และจำเป็นต้องทำทุกเพลงไหม?

Split Sheet คือเอกสารที่ผู้ร่วมสร้างเพลงทุกคนเซ็นยืนยันว่าใครถือสิทธิเท่าไหร่ในตัวเพลงและในไฟล์เสียง โดยแยกเป็นสองตาราง ตารางละ 100% ไม่มีกฎหมายไทยข้อใดบังคับให้ต้องมีเอกสารชื่อนี้ แต่ในทางปฏิบัติ การมีหลักฐานที่ทุกคนเซ็นช่วยให้ทุกฝ่ายรู้ตรงกันว่าใครถืออะไร การทำทุกเพลงเป็นนิสัยที่ดี เพราะเพลงที่คิดว่าไม่มีอะไรอาจกลายเป็นเพลงที่มีรายได้ภายหลัง และเอกสารฉบับเดียวช่วยให้ไม่ต้องไล่เก็บความทรงจำของทุกคนย้อนหลัง ฟอร์มที่ดีควรมีทั้งชื่อเพลง ชื่อผู้ร่วมงาน บทบาท และสัดส่วนของทั้งสองฝั่ง พร้อมลายเซ็นและวันที่ เมื่อเก็บไว้ครบ การตอบคำถามเรื่องลิขสิทธิ์เพลงเมื่อมีใครมาขอใช้เพลงหรือขอส่วนแบ่ง ก็ทำได้โดยเปิดเอกสารดูเท่านั้น

ลิขสิทธิ์เพลง ในไทยคุ้มครองนานแค่ไหน?

อายุความคุ้มครองต่างกันตามชนิดของงาน ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ลิขสิทธิ์ในดนตรีกรรมโดยทั่วไปมีอายุตลอดชีวิตผู้สร้างสรรค์และต่อไปอีก 50 ปีหลังเสียชีวิต ถ้าผู้สร้างสรรค์หลายคน นับจากผู้ที่เสียชีวิตคนสุดท้าย (มาตรา 19) ส่วนลิขสิทธิ์ในสิ่งบันทึกเสียงโดยทั่วไปมีอายุ 50 ปีนับแต่สร้างสรรค์ หรือนับจากการโฆษณาครั้งแรกถ้ามีการโฆษณาในช่วงที่กฎหมายกำหนด (มาตรา 21) ควรตรวจตัวบทฉบับแก้ไขล่าสุดที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาก่อนอ้างอิงในสัญญาจริง ระยะเวลาเหล่านี้เป็นกฎทั่วไป อาจมีข้อยกเว้นตามชนิดงานหรือผู้สร้างสรรค์ จึงไม่ควรใช้ตัวเลขในบทความนี้ตัดสินข้อพิพาทโดยไม่ตรวจตัวบทอีกครั้ง

ถ้าปล่อยเพลงเองผ่าน Distributor ต้องมีเรื่อง Publishing ด้วยไหม?

ปล่อยเพลงเองผ่าน Distributor เป็นการจัดการฝั่ง Master เป็นหลัก คือไฟล์เสียงขึ้นแพลตฟอร์ม แต่ฝั่ง Publishing ก็ยังมีอยู่เสมอเพราะตัวเพลงมีผู้แต่ง คำถามคือใครดูแลสิทธิฝั่งนี้ ศิลปินอิสระบางคนดูแลเอง บางคนใช้ Publisher หรือองค์กรที่เป็นตัวแทนนักแต่งตามที่ตกลงกัน สิ่งที่ควรทำอย่างน้อยคือบันทึกชื่อผู้แต่งและสัดส่วนไว้ใน Split Sheet และกรอกเครดิตผู้แต่งในข้อมูลเพลงให้ครบ เพื่อให้ฝั่ง Publishing ตามเจ้าของเจอเมื่อมีรายได้ ถ้าไม่ได้บันทึกอะไรไว้เลย เงินฝั่งตัวเพลงอาจไปไม่ถึงนักแต่งที่ควรได้รับ และเมื่อนักแต่งต้องมาพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นใคร เรื่องก็ซับซ้อนกว่าที่ควรจะเป็น ภาพรวมของการเลือก Distributor อยู่ในคอร์ส เซ็ตเพลงให้พร้อมก่อนขึ้นแพลตฟอร์ม

เพลงที่ร่วมแต่งกับเพื่อน ต้องแบ่งสิทธิเท่าๆ กันไหม?

ไม่จำเป็นต้องแบ่งเท่ากัน สัดส่วนเป็นเรื่องที่ผู้ร่วมงานตกลงกัน ซึ่งอาจอิงจากว่าใครแต่งทำนอง ใครแต่งเนื้อ ใครผลิตบีต และใครออกเงินอัดเสียง สิ่งสำคัญไม่ใช่ตัวเลข แต่เป็นความชัดเจนและการบันทึก ควรแยกคุยสองฝั่ง คือสัดส่วนของตัวเพลงและสัดส่วนของไฟล์เสียง แล้วตรวจว่าแต่ละฝั่งรวมกันได้ 100% ก่อนเซ็น ถ้าคุยกันไม่ลงตัว ควรหยุดก่อนปล่อยเพลง เพราะเมื่อเพลงออกไปแล้วและมีรายได้ การเจรจาจะยากขึ้นกว่าเดิมมาก ทางที่ง่ายกว่าคือเริ่มจากถามคำถามเดียวกับทุกคนก่อนปล่อย คือใครแต่งทำนอง ใครแต่งเนื้อ ใครผลิตและใครออกเงินอัดเสียง แล้วให้ทุกคนยอมรับคำตอบเดียวกัน ขั้นตอนนี้ทำให้ ลิขสิทธิ์เพลง ของคุณชัดเจนตั้งแต่ก่อนมีรายได้

สรุป

ลิขสิทธิ์เพลง แยกเป็นสองชั้นหลัก ชั้นตัวเพลงคือ Publishing Rights ซึ่งเป็นของนักแต่งและผู้ร่วมแต่ง ชั้นไฟล์เสียงคือ Master Rights ซึ่งเป็นของผู้ออกทุนหรือผู้ที่ตกลงกันไว้ ส่วนสิทธิข้างเคียงคือสิทธิของนักร้องและนักดนตรีที่ลงแรงแสดง ซึ่งอยู่ข้างๆ สองชั้นแรก และในกฎหมายไทยอยู่ในหมวดสิทธิของนักแสดง

สิ่งที่ทำให้ปัญหาไม่เกิดไม่ใช่ความรู้กฎหมายลึก แต่เป็นนิสัยสามข้อ คือรู้ว่าใครมีส่วนในเพลง ตกลงสัดส่วนแยกสองฝั่งให้รวมได้ 100% และให้ทุกคนเซ็น Split Sheet ก่อนกดปล่อย ศิลปินอิสระที่เริ่มทำตั้งแต่เพลงแรกจะมีระบบที่ใช้ซ้ำได้กับทุกเพลงต่อจากนั้น ย้ำอีกครั้งว่าบทความนี้ให้ความรู้ ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย หากมีสัญญาจริงที่ต้องเซ็นควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจก่อน

ขอบคุณข้อมูลจาก IFPI (Global Music Report 2026), Spotify (Loud & Clear 2026) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา (พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537)

อยากเรียนเรื่องสิทธิในเพลงให้ครบก่อนปล่อยเพลง เริ่มจากคอร์สไหนดี?

ถ้าอยากเคลียร์ Master Rights, Publishing Rights และ Split Sheet ของเพลงตัวเองให้เสร็จก่อนกดปล่อย ให้เริ่มจากแพ็กเกจ From Studio to Streaming ราคา 1,290 บาท ซึ่งรวมคอร์ส Collab by FutureSkill ครบ 3 EP จ่ายครั้งเดียวและเข้าเรียนได้ตลอด ใน 3 EP นี้ EP01 ตรงกับเรื่องที่คุณเพิ่งอ่านจบมากที่สุด เพราะสอนแยกสิทธิสองชั้นทีละประเด็น แล้วให้ลงมือกรอก Split Sheet จริง

EP01 Rights & Credits คือคอร์ส เคลียร์ครบทุกสิทธิ ก่อนปล่อยเพลงและการบันทึกข้อมูลลง Split Sheet ความยาว 44 นาที 6 บทเรียน เริ่มจาก Introduction (5 นาที) และ Revenue Streams in Modern Music (9 นาที) ที่ปูว่าเงินในเพลงสมัยใหม่มาจากช่องทางไหนบ้าง บทเรียน Master Rights vs Publishing Rights (9 นาที) ตรงกับสองหัวข้อแรกของบทความนี้ คือสิทธิในตัวเพลงกับสิทธิในไฟล์เสียง ส่วน Collaboration Rules (12 นาที) ตรงกับตัวอย่างศิลปินอิสระสามคนและข้อผิดพลาดที่พบบ่อย เพราะว่าด้วยกติกาเวลาร่วมงานกับคนอื่น จากนั้น Split Sheet Workshop (6 นาที) ให้ลงมือกรอกเอกสารตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในหัวข้อ “ก่อนปล่อยเพลง ต้องเคลียร์ ลิขสิทธิ์เพลง อะไรบ้าง?” และปิดด้วย Conclusion (3 นาที)

เมื่อสิทธิชัดเจนแล้ว EP02 Release Setup คือคอร์ส เซ็ตเพลงให้พร้อมก่อนขึ้นแพลตฟอร์ม (37 นาที 7 บทเรียน) สอนเลือก Distributor ที่เหมาะกับงาน กรอก Metadata และ Credits ให้ตรงกัน และเช็ก ISRC กับ Pre-release Checklist พร้อมบทโบนัสว่าถ้าเพลงถูกขโมยไปปล่อยจะทำอย่างไร ส่วน EP03 Release Ready & Pitch คือคอร์ส ปล่อยเพลงให้โปร ตั้งค่าถูก ส่ง Pitch ให้เป็น (35 นาที) สอนเลือกช่วงเวลาปล่อย เตรียม Assets เล่าเรื่องเพลงเพื่อส่ง Pitch และเขียน Pitching Note ที่ตรงกับ Playlist

ในแพ็กเกจมีเอกสาร PDF 8 ชิ้น ที่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิโดยตรงคือ Split Sheet Template, Rights & Credits Checklist และ Sample/Cover/AI Rights Cheat Sheet ซึ่งช่วยเช็กสิทธิของเพลงที่ใช้ตัวอย่างเสียง เพลงคัฟเวอร์ หรือ AI ส่วนที่เหลือเป็นเอกสารสำหรับขั้นเตรียมปล่อยและส่ง Pitch ทั้งหมดเรียนเองตามจังหวะของตัวเองผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอป FutureSkill บน iOS และ Android

ผู้สอนคือคุณฮอคกี้ (HOCKHACKER) เดชาธร บำรุงเมือง Business & Operation Lead at YUPP! คุณฮอคกี้ดูแลธุรกิจและการปฏิบัติการของค่าย YUPP! ทั้งงานปล่อยเพลงและการจัดการศิลปิน และทำงานสายจัดจำหน่ายเพลงกับพัฒนาศิลปินมาเกิน 10 ปี เรื่องสิทธิในคอร์สจึงเล่าจากมุมของคนที่ต้องทำให้เพลงพร้อมขึ้นแพลตฟอร์มจริง ดูคอร์สอื่นทั้งหมดได้ที่ หน้ารวมคอร์ส Collab by FutureSkill

Views: 6