เขียนแผนธุรกิจยังไง ให้ใช้คุยกับนักลงทุนได้ ต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง? - FutureSkill Blog

เขียนแผนธุรกิจยังไง ให้ใช้คุยกับนักลงทุนได้ ต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง?

เขียนแผนธุรกิจยังไง ให้ใช้คุยกับนักลงทุนได้ ต้องมีหัวข้ออะไรบ้าง?

เอกสารที่ไม่ตรงกับธุรกิจจริงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คำขอสินเชื่อของ SME ไม่ผ่าน เพราะผลสำรวจ SME ของ สสว. ไตรมาส 2 ปี 2569 พบว่าสาเหตุหนึ่งที่ยื่นกู้ในระบบไม่ผ่านคือเอกสารไม่สะท้อนธุรกิจจริง (26.7%) นั่นเป็นเรื่องของผู้ให้กู้ ส่วนการ เขียนแผนธุรกิจ ให้นักลงทุนอ่านก็เจอโจทย์คล้ายกัน คือต้องทำให้คนที่ไม่เคยเห็นธุรกิจของคุณเข้าใจได้ในเวลาสั้นๆ

วันนี้เราเลยรวบรวมโครงสร้างแผนธุรกิจจากคู่มือของหน่วยงานไทยและแหล่งสากล มาเล่าว่าควรมีหัวข้ออะไรบ้าง นักลงทุนอ่านส่วนไหนก่อน และตอนเขียนส่วนที่ขอเงินต้องบอกอะไร

เขียนแผนธุรกิจ ให้นักลงทุนอ่าน ต่างจากแผนธุรกิจทั่วไปยังไง?

แผนธุรกิจคือเอกสารที่บอกว่าธุรกิจขายอะไรให้ใคร หารายได้ยังไง และจะใช้เงินทำอะไรต่อ (นี่เป็นคำอธิบายแบบสั้นของเราเอง ไม่ใช่นิยามทางการ) ถ้าเขียนไว้ใช้ภายในจะเน้นวางทิศทาง แต่ถ้าเขียนให้นักลงทุนอ่านจะมีเงื่อนไขเพิ่มขึ้น

แผนธุรกิจทั่วไปมักเขียนไว้ใช้ภายใน เพื่อวางทิศทางและเป้าหมายของธุรกิจ ส่วน แผนธุรกิจสำหรับนักลงทุน ต้องตอบคำถามเพิ่มอีกชุดหนึ่ง คือคนที่เอาเงินมาใส่จะได้อะไร เสี่ยงอะไร และเงินที่ขอไปจะถูกใช้ทำอะไร

คู่มือการเขียนแผนธุรกิจของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแบ่งแผนเป็น 8 หัวข้อ ตั้งแต่ความเป็นมาของธุรกิจ สินค้าหรือบริการ การวิเคราะห์อุตสาหกรรมและตลาด แผนบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิต แผนการเงิน ไปจนถึงแผนประเมินความเสี่ยง และมีบทสรุปผู้บริหารอยู่หน้าแรก เราเห็นว่าโครงนี้ใช้เป็นฐานตั้งต้นได้ แต่เมื่อคุยกับนักลงทุน ควรเพิ่มส่วนวงเงินที่ขอและแผนใช้เงินเข้าไปด้วย ซึ่งเราจะเล่าในหัวข้อถัดไป

ผู้อ่านแต่ละประเภทสนใจไม่เหมือนกันด้วย ผู้ให้กู้สนใจว่าคุณจะคืนเงินได้ไหม ส่วนนักลงทุนที่มาซื้อหุ้นสนใจว่าธุรกิจจะโตจนหุ้นที่ถืออยู่มีค่ามากขึ้นไหม ดังนั้นถ้าแผนเดียวกันต้องส่งทั้งธนาคารและนักลงทุน ควรปรับบทสรุปผู้บริหารให้ตอบคำถามของแต่ละฝ่ายแยกกัน

ก่อนไปต่อ ขอเล่าคำที่จะเจอบ่อยในบทความนี้ให้เข้าใจตรงกัน

  • บทสรุปผู้บริหาร (Executive summary): หน้าสรุปทั้งแผนให้จบใน 1 ถึง 2 หน้า วางไว้หน้าแรกของแผน
  • ตลาดเป้าหมาย (Target market): กลุ่มลูกค้าที่ธุรกิจตั้งใจขายให้ พร้อมขนาดของกลุ่มนั้น
  • ประมาณการทางการเงิน (Financial projections): ตัวเลขรายได้ ค่าใช้จ่าย และกระแสเงินสดที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต
  • วงเงินที่ขอ (Funding request): จำนวนเงินที่ต้องการ แลกกับอะไร และจะนำไปใช้ทำอะไร
  • ระยะเวลาคืนทุน (Payback period): เวลาที่ธุรกิจใช้เพื่อให้ได้เงินกลับมาเท่ากับที่ลงทุนไป

นักลงทุนอ่านส่วนไหนของแผนก่อน?

แผนภาพบทสรุปผู้บริหาร 1 ถึง 2 หน้าที่อยู่หน้าแรกของแผนธุรกิจสำหรับนักลงทุน ตามด้วยส่วนตลาด ทีม และแผนการเงิน

ส่วนแรกที่นักลงทุนเจอคือบทสรุปผู้บริหาร ซึ่งควรย่อทั้งแผนให้เหลือ 1 ถึง 2 หน้า วางไว้หน้าแรก โดยมี 3 ส่วนคือ ประวัติธุรกิจและความสามารถ โอกาสทางการตลาดและความได้เปรียบ และข้อมูลการเงินอย่างเงินลงทุนกับระยะเวลาคืนทุน ถ้าหน้านี้ไม่ชัด นักลงทุนอาจไม่เปิดหน้าต่อไป

เวลาที่นักลงทุนให้กับเอกสารสั้นกว่าที่หลายคนคิด ในกรณีของ pitch deck ที่เป็นสไลด์นำเสนอ ข้อมูลปี 2024 พบว่านักลงทุนใช้เวลากับ deck หนึ่งชุดโดยเฉลี่ย 2 นาที 42 วินาที ตัวเลขนี้เป็นของ pitch deck ไม่ใช่แผนธุรกิจฉบับเต็ม แต่บอกได้ว่าหน้าแรกๆ ต้องทำงานหนักมาก

ใน Shark Tank Thailand ซีซัน 3 ตอนที่ 3 ชาร์คหมูกับชาร์คจิงแนะนำสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องเตรียมไว้ว่า แผนธุรกิจต้องชัด ทั้งแผนการลงทุน แผนขยายธุรกิจ และระยะเวลาคืนทุน พร้อมประเมินมูลค่าตลาดรวม กลุ่มเป้าหมาย และการเติบโต และต้องชี้แจงทั้งรายได้และผลกำไร ส่วนชาร์คเต้เสริมว่าถ้าตลาดเล็กหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด จะไม่ดึงดูดให้นักลงทุนอยากถือหุ้น

สรุปง่ายๆ คือในหน้าแรกนักลงทุนอยากเห็น 3 อย่าง คือธุรกิจนี้ขายอะไรให้ใคร ตลาดใหญ่พอหรือไม่ และตัวเลขเป็นอย่างไร

9 หัวข้อในแผนธุรกิจที่ใช้คุยกับนักลงทุน มีอะไรบ้าง?

แผนภาพ 9 หัวข้อของแผนธุรกิจสำหรับนักลงทุน ตั้งแต่บทสรุปผู้บริหาร ปัญหาและโอกาส ตลาด ทีม ไปจนถึงแผนการเงินและวงเงินที่ขอ

ไม่มีโครงสร้างตายตัวที่ทุกแหล่งเห็นตรงกัน แต่พอเอามาเทียบกัน จะเห็นหัวข้อหลักซ้ำกันแทบทุกแหล่ง เช่น คู่มือของสำนักงานธุรกิจขนาดเล็กสหรัฐฯ (SBA) ที่แบ่งแผนเป็น 8 หัวข้อ ตั้งแต่ Executive summary, Company description, Market analysis, Organization and management, Service or product line, Marketing and sales, Funding request จนถึง Financial projections และแนวทางของกองทุน Sequoia ที่เรียงเป็น Company purpose, Problem, Solution, Why now, Market potential, Competition, Business model, Team, Financials และ Vision

ตารางข้างล่างคือโครงสร้าง 9 หัวข้อที่เรารวบรวมจากทั้ง 3 แหล่ง (กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, SBA และ Sequoia) เพื่อให้คุณใช้เป็นแม่แบบเริ่มต้น ลำดับและชื่อหัวข้อเป็นการจัดของเราเอง ปรับให้เข้ากับธุรกิจของคุณได้

ลำดับ หัวข้อ ต้องตอบคำถามอะไร?
1 บทสรุปผู้บริหาร ธุรกิจคืออะไร จะสำเร็จเพราะอะไร ต้องการเงินเท่าไหร่?
2 ปัญหาและโอกาส ลูกค้าเจอปัญหาอะไร และทำไมตอนนี้ถึงเป็นจังหวะดี?
3 สินค้าหรือบริการ และโมเดลธุรกิจ ขายอะไร ขายยังไง และหารายได้จากตรงไหน?
4 ตลาดและคู่แข่ง ตลาดใหญ่แค่ไหน ใครเป็นคู่แข่ง และเราต่างยังไง?
5 การตลาดและการขาย จะหาลูกค้าและปิดการขายยังไง?
6 ทีมและโครงสร้างองค์กร ใครทำงานนี้ และมีประสบการณ์อะไร?
7 แผนการดำเนินงานหรือการผลิต ส่งมอบสินค้าและบริการได้จริงยังไง?
8 แผนการเงิน รายได้ ค่าใช้จ่าย และกระแสเงินสดในอนาคตเป็นยังไง?
9 วงเงินที่ขอ และความเสี่ยง ขอเงินเท่าไหร่ ใช้ทำอะไร และถ้าพลาดมีแผนรับมือยังไง?

ข้อ 1 บทสรุปผู้บริหารเขียนทีหลังสุด

บทสรุปอยู่หน้าแรกแต่ควรเขียนเป็นข้อสุดท้าย เพราะต้องย่อทุกอย่างที่เหลือ ถ้าเขียนก่อน มักได้ข้อความกว้างๆ ที่ไม่มีตัวเลขรองรับ

ข้อ 2 ถึง 4 ปัญหา โมเดลธุรกิจ และตลาด คือสิ่งที่ทำให้แผนเป็นของธุรกิจคุณ

สามหัวข้อนี้ตอบว่าธุรกิจของคุณไม่ใช่ธุรกิจเดียวกับคนอื่น ทั้งสองแนวทางข้างบนวางเรื่องตลาดและโมเดลไว้ก่อนเรื่องตัวเลข เพราะนักลงทุนต้องเข้าใจก่อนว่าขายอะไรให้ใคร จึงจะอ่านตัวเลขรู้เรื่อง ควรใส่ขนาดตลาดพร้อมที่มาของตัวเลข และอธิบายคู่แข่งตรงๆ รวมถึงทางเลือกอื่นที่ลูกค้าใช้อยู่ตอนนี้ด้วย

ข้อ 5 ถึง 7 การตลาด ทีม และการดำเนินงาน ช่วยให้นักลงทุนเห็นว่าทำได้จริง

ในหัวข้อทีม ควรเล่าเรื่องของผู้ก่อตั้งและทีมหลัก เราแนะนำเพิ่มเองว่าให้ระบุด้วยว่าใครรับผิดชอบอะไร และตำแหน่งไหนยังว่างอยู่ เพราะนักลงทุนจะเห็นว่าเงินที่ขอไปจะใช้จ้างใครเพิ่ม

ข้อ 8 ถึง 9 แผนการเงินและวงเงินที่ขอ คือส่วนที่นักลงทุนใช้ตัดสินใจ

สองข้อนี้สำคัญที่สุดสำหรับคนที่จะเอาเงินมาใส่ เราแยกไว้เล่าในหัวข้อถัดไป

บทสรุปผู้บริหารที่อ่านแล้วเข้าใจทันทีหน้าตาเป็นยังไง?

ตัวอย่างสมมติบทสรุปผู้บริหาร 3 ส่วนของแผนธุรกิจสำหรับนักลงทุน คือธุรกิจและความสามารถ ตลาดและความได้เปรียบ และการเงิน

ลองดูตัวอย่างสมมติของโรงคั่วกาแฟชื่อ “คั่วดี” ซึ่งเป็นธุรกิจที่เราสร้างขึ้นเพื่ออธิบาย ตัวเลขทุกตัวไม่ใช่ข้อมูลของธุรกิจจริง โครงเรียงตามส่วนประกอบของบทสรุปผู้บริหารทั้ง 3 ส่วนที่เล่าไว้ข้างบน

  • ธุรกิจและความสามารถ: โรงคั่วกาแฟเปิดมา 3 ปี ขายเมล็ดกาแฟคั่วสดให้ร้านกาแฟอิสระ 40 ร้านในกรุงเทพฯ ทีมงาน 6 คน ผู้ก่อตั้งทำงานด้านคั่วกาแฟมา 8 ปี
  • ตลาดและความได้เปรียบ: ลูกค้าเป้าหมายคือร้านกาแฟอิสระในกรุงเทพฯ ซึ่งจำนวนร้านต้องมีที่มาให้ตรวจสอบได้ จุดต่างคือส่งเมล็ดกาแฟภายใน 48 ชั่วโมงหลังคั่ว และร้านทดลองสั่งขั้นต่ำได้
  • การเงิน: ปีที่ผ่านมารายได้ 6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 600,000 บาท ขอเงินลงทุน 3 ล้านบาท แลกหุ้น 10% เพื่อซื้อเครื่องคั่วเครื่องที่สอง และเพิ่มลูกค้าเป็น 100 ร้านภายใน 2 ปี คาดว่าคืนทุนภายในประมาณ 3 ปี

ทั้งหมดนี้อ่านจบได้ในไม่กี่สิบวินาที และนักลงทุนรู้ครบ 3 เรื่องที่ต้องการ คือธุรกิจทำอะไร ตลาดและความได้เปรียบอยู่ตรงไหน และต้องการเงินเท่าไหร่เพื่ออะไร ข้อควรสังเกตคือทุกบรรทัดมีตัวเลขหรือข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้ ไม่มีคำลอยๆ อย่าง “คุณภาพดีเยี่ยม” หรือ “เติบโตสูง” ที่ไม่มีอะไรรองรับ

ถ้าตัวเลขในบทสรุปไม่ตรงกับตัวเลขในแผนการเงินด้านหลัง นักลงทุนจะเริ่มไม่แน่ใจว่าควรเชื่อหน้าไหน จึงควรเขียนบทสรุปหลังจากตัวเลขทุกตัวนิ่งแล้ว และเช็กซ้ำอีกครั้งก่อนส่ง

ส่วนแผนการเงินควรมีตัวเลขอะไร และต้องบอกวงเงินที่ขอยังไง?

สูตรคำนวณมูลค่ากิจการโดยประมาณจากเงินที่ขอและสัดส่วนหุ้น ที่ควรเขียนในแผนธุรกิจสำหรับนักลงทุน พร้อมตัวอย่างสมมติ

แผนแบบสหรัฐฯ แยกหัวข้อ “ประมาณการทางการเงิน” ออกจาก “วงเงินที่ขอ” ชัดเจน ในส่วนวงเงินที่ขอ ให้บอกว่าต้องการเงินเท่าไหร่ในช่วง 5 ปีข้างหน้า และจะใช้ทำอะไร พร้อมบอกว่าต้องการเงินกู้หรือเงินลงทุนแลกหุ้น ส่วนประมาณการการเงิน ธุรกิจที่เปิดมาแล้วให้ใส่งบการเงินย้อนหลังด้วย และทุกธุรกิจให้ทำประมาณการ 5 ปี โดยปีแรกแยกเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส

แนวทางของไทยก็วางส่วนการเงินในทิศทางเดียวกัน คือบทสรุปผู้บริหารต้องมีข้อมูลการเงิน เช่น เงินลงทุนและระยะเวลาคืนทุนอยู่แล้ว แปลว่านักลงทุนไม่ควรต้องพลิกไปท้ายแผนเพื่อหาว่าคุณขอเงินเท่าไหร่

ถ้าเป็นการขอเงินลงทุนแลกหุ้น ให้เขียนให้ครบ 3 อย่างในประโยคเดียว คือ จำนวนเงิน สัดส่วนหุ้นที่เสนอ และเงินก้อนนี้จะพาธุรกิจไปถึงจุดไหน เช่น “ขอ 3 ล้านบาท แลกหุ้น 10% เพื่อซื้อเครื่องคั่วเครื่องที่สอง” (ตัวอย่างสมมติ) สองตัวเลขแรกทำให้นักลงทุนคำนวณได้ทันทีว่าคุณตีมูลค่าธุรกิจไว้เท่าไหร่ (เอาเงินที่ขอหารด้วยสัดส่วนหุ้น ตัวอย่างสมมตินี้เท่ากับ 30 ล้านบาท)

ตัวเลขการเงินที่ควรมีในแผนอย่างน้อยคือรายได้และผลกำไร ที่ชาร์คในรายการย้ำ ส่วนประมาณการกระแสเงินสดเป็นคำแนะนำของเราเอง เพราะช่วยให้เห็นว่าเงินที่ขอพอจะไปถึงจุดที่ธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ไหม

รายการ Shark Tank Thailand ให้บทเรียนเรื่องแผนและตัวเลขอะไรบ้าง?

รายการเป็นสนามจริงที่เจ้าของธุรกิจต้องอธิบายแผนให้นักลงทุนฟังภายในเวลาจำกัด ตัวอย่างข้างล่างมาจากซีซัน 3 ตอนที่ 11 (สองดีลแรก) และตอนที่ 9 (ดีลสุดท้าย)

ตัวอย่างแรกคือธุรกิจบำบัดน้ำเสีย ZD Tech ที่เสนอ 10 ล้านบาทแลกหุ้น 10% ชาร์คบางคนเสนอขอหุ้นสูงถึง 40 ถึง 50% ก่อนที่เจ้าของธุรกิจจะต่อรองมาที่ 35% ตัวอย่างนี้บอกว่าตัวเลขที่ขอในแผนเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจา และคุณควรรู้ล่วงหน้าว่าจะยอมลดถึงตรงไหน

ตัวอย่างที่สองคือธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติก Thaiboxes ที่เสนอ 15 ล้านบาทแลกหุ้น 20% เมื่อชาร์คเสนอ 40% เจ้าของธุรกิจต่อรองไปที่ 30% โดยเหตุผลคือทุกอย่างในโรงงานมีมูลค่าและมีการลงทุนสูงในเครื่องจักร เห็นได้ว่าหลักฐานจริงอย่างสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้ว ช่วยให้ตัวเลขที่ขอมีน้ำหนักขึ้น

อีกตัวอย่างคือร้านปิ้งย่าง “ย่างให้” ในซีซัน 3 ตอนที่ 9 ที่เสนอ 3 ล้านบาทแลกหุ้น 5% และมีสาขารวม 400 แห่งทั่วประเทศ เปิดมาราว 5 ปี และตั้งเป้าเข้าตลาดหุ้นภายใน 5 ปี ชาร์คประพลปิดดีลที่วงเงินเท่าที่ขอ แต่ขอเพิ่มสัดส่วนหุ้นเป็น 10% ข้อมูลที่เจ้าของธุรกิจเอามาบอก เช่น จำนวนสาขา ระยะเวลาที่ทำมา และเป้าหมายข้างหน้า คือชิ้นส่วนที่ควรอยู่ในหัวข้อบทสรุปผู้บริหารเหมือนกัน

ข้อผิดพลาดตอนเขียนแผนธุรกิจที่ทำให้นักลงทุนไม่สนใจมีอะไรบ้าง?

จากสิ่งที่ชาร์คพูดถึงในรายการและแนวทางของแหล่งที่เล่ามาข้างบน เรารวบรวมข้อที่ควรเลี่ยงได้ 5 ข้อ

1. ตลาดเล็กหรือกลุ่มเป้าหมายไม่ชัด ชาร์คเต้เตือนไว้ตรงๆ ว่าแบบนี้ไม่ดึงดูดให้นักลงทุนถือหุ้น ควรบอกว่าลูกค้าคือใคร จำนวนเท่าไหร่ และคุณจะเข้าถึงอย่างไร

2. ไม่มีตัวเลขรายได้และกำไร ในซีซัน 3 ตอนที่ 3 ชาร์คจิงและชาร์คหมูให้ชี้แจงทั้งสองอย่าง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

3. ไม่บอกว่าเงินที่ขอจะใช้ทำอะไร ส่วนวงเงินที่ขอควรตอบเรื่องนี้ให้ชัด ถ้าอ่านแล้วไม่รู้ว่าเงิน 5 ล้านบาทจะไปอยู่ตรงไหน นักลงทุนก็ตีมูลค่ากับความเสี่ยงยาก

4. บทสรุปผู้บริหารยาวเกินและไม่ชัด แนวทางของไทยให้ย่อเหลือ 1 ถึง 2 หน้า ถ้าหน้านี้ยาวเกินไปก็เท่ากับเสียพื้นที่ที่คนอ่านให้เวลากับคุณน้อยที่สุด

5. แผนไม่ครบถ้วน หรือเปิดเผยรายละเอียดไม่ได้ ชาร์คกฤษน์พูดถึงเรื่องนี้ว่าแผนธุรกิจต้องครบถ้วน สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ และมีเป้าหมายระยะยาว

7 ขั้นตอน เขียนแผนธุรกิจ สำหรับเจ้าของธุรกิจมือใหม่ ที่จะคุยกับนักลงทุน

ถ้าคุณยังไม่เคยเขียน ลองทำตามลำดับนี้ ซึ่งเป็นคำแนะนำจากเราเอง ไม่ใช่สูตรตายตัว

  1. เขียนประโยคเดียวว่าธุรกิจขายอะไรให้ใคร และลูกค้าได้อะไรจากการซื้อ
  2. รวบรวมตัวเลขที่มีอยู่จริง เช่น ยอดขายรายเดือนย้อนหลัง ต้นทุน และกำไร แยกจากตัวเลขที่ประมาณการ
  3. เขียนส่วนตลาดและคู่แข่ง โดยใส่ที่มาของตัวเลขขนาดตลาดทุกครั้ง
  4. เขียนแผนการเงินและประมาณการ โดยเริ่มจากรายเดือนในปีแรก
  5. คำนวณว่าต้องขอเงินเท่าไหร่ และจะแลกกับสัดส่วนเท่าไหร่ แล้วเขียนว่าเงินจะไปใช้ทำอะไร
  6. เขียนบทสรุปผู้บริหารเป็นข้อสุดท้าย ให้อ่านจบใน 1 ถึง 2 หน้า
  7. ให้คนที่ไม่รู้จักธุรกิจคุณอ่าน แล้วถามว่าเข้าใจอะไรบ้าง

ถ้าอยากเรียนการเขียนแผนธุรกิจแบบเป็นระบบ ที่ Collab by FutureSkill มีบทเรียน Business Plan ในคอร์ส วางเข็มทิศสร้างแผนธุรกิจแบบมืออาชีพ ที่พาวิเคราะห์ประเภทธุรกิจของตัวเอง ออกแบบแผน ดูโครงสร้างองค์กร และใช้เครื่องมือวางแผนการเงิน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเขียนแผนธุรกิจมีอะไรบ้าง?

แผนธุรกิจสำหรับนักลงทุนควรยาวกี่หน้า?

เรายังไม่พบตัวเลขจำนวนหน้ารวมที่แหล่งอ้างอิงไทยหรือสากลกำหนดตายตัว สิ่งที่ยืนยันได้คือบทสรุปผู้บริหารควรย่อทั้งแผนให้เหลือ 1 ถึง 2 หน้าและอยู่หน้าแรก ส่วนที่เหลือยาวเท่าที่จำเป็นต้องตอบ 9 หัวข้อข้างบนให้ครบ ถ้าจะเอาไปนำเสนอด้วยสไลด์ ให้คิดว่านักลงทุนอาจเปิดดูแค่ไม่กี่นาที จึงควรเลือกเฉพาะประเด็นหลัก และแนบแผนฉบับเต็มไว้ให้คนที่สนใจอ่านต่อ

แผนธุรกิจกับ pitch deck ต่างกันยังไง?

แผนธุรกิจฉบับเต็มเป็นเอกสารที่อ่านละเอียด มีข้อมูลตลาด แผนการเงิน แผนดำเนินงานครบ ส่วน pitch deck เป็นสไลด์สั้นที่ใช้เล่าภาพรวมให้นักลงทุนสนใจก่อน ข้อมูลปี 2024 พบว่านักลงทุนใช้เวลากับ deck หนึ่งชุดเฉลี่ยราว 2 นาที 42 วินาที ดังนั้นหลายคนเตรียมทั้งสองแบบ เริ่มจากเขียนแผนเต็มให้ตัวเองคิดครบก่อน แล้วค่อยคัดส่วนสำคัญมาทำ deck

ประมาณการการเงินควรทำกี่ปี?

แนวทางของสหรัฐฯ ให้ทุกธุรกิจทำประมาณการ 5 ปี โดยปีแรกแยกเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส และธุรกิจที่เปิดมาแล้วควรแนบงบการเงินย้อนหลังประมาณ 3 ถึง 5 ปีด้วย ใช้เป็นจุดเริ่มต้นได้ แต่ถ้านักลงทุนที่คุณจะคุยด้วยบอกรูปแบบเฉพาะมา ให้ทำตามที่เขาขอก่อน

ถ้าธุรกิจยังไม่มีรายได้ เขียนแผนให้นักลงทุนยังไง?

ข้อนี้เป็นความเห็นของเรา ไม่ใช่ข้อกำหนด เมื่อยังไม่มีรายได้ แผนต้องพึ่งหลักฐานอื่นให้มากขึ้น เช่น ผลทดลองขายกับลูกค้ากลุ่มเล็ก รายชื่อลูกค้าที่สนใจ ต้นทุนที่ได้ใบเสนอราคาจริง และประสบการณ์ของทีม ประมาณการต้องบอกสมมติฐานทุกข้ออย่างชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนเห็นว่ามาจากอะไร และควรแยกตัวเลขที่เกิดขึ้นจริงออกจากตัวเลขที่คาดการณ์ ไม่ปนกันในตารางเดียว

แผนธุรกิจมี 7, 8, 9 หรือ 10 หัวข้อ ทำไมแต่ละแหล่งไม่เท่ากัน?

เพราะไม่มีจำนวนตายตัว แต่ละแหล่งแค่รวมหรือแยกหัวข้อต่างกัน กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 8 หัวข้อ สำนักงานธุรกิจขนาดเล็กสหรัฐฯ (SBA) แสดง 8 หัวข้อในรูปแบบดั้งเดิม ส่วนกองทุน Sequoia เรียงเป็น 10 หัวข้อ โดยแยกปัญหา ทางแก้ และจังหวะเวลา (Why now) ออกจากกัน ตารางของเรารวมเป็น 9 หัวข้อ เช่น รวมปัญหากับโอกาสไว้ด้วยกัน ถ้าคุณเจอแหล่งที่บอก 7 ข้อ ให้ดูว่าเขารวมหัวข้อไหนเข้าด้วยกัน สิ่งที่ควรครบเสมอคือธุรกิจขายอะไรให้ใคร ตลาดเป็นยังไง ทีมเป็นใคร ตัวเลขการเงิน และขอเงินเท่าไหร่เพื่อทำอะไร

เรียนคอร์สแล้วจะได้แผนธุรกิจที่ขอเงินลงทุนได้เลยไหม?

ไม่รับประกัน คอร์สวางเข็มทิศสร้างแผนธุรกิจแบบมืออาชีพเป็นระดับพื้นฐาน ให้ภาพรวมและวิธีคิดว่าแผนธุรกิจควรมีอะไร ไม่ใช่คู่มือลงรายละเอียดทีละขั้นของแต่ละอุตสาหกรรม และไม่ได้การันตีแผนสำเร็จรูปหรือเงินลงทุน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับธุรกิจ ข้อมูล และความพร้อมของคุณ ส่วนการตัดสินใจให้เงินลงทุนเป็นของนักลงทุนแต่ละราย

สรุป เขียนแผนธุรกิจให้นักลงทุนอ่านต้องมีอะไร และควรเริ่มตรงไหน?

แผนธุรกิจสำหรับนักลงทุนต้องบอกว่าธุรกิจขายอะไรให้ใคร ตลาดใหญ่แค่ไหน ทีมเป็นใคร ตัวเลขเป็นยังไง และขอเงินเท่าไหร่เพื่อทำอะไร โดยมีบทสรุปผู้บริหาร 1 ถึง 2 หน้าอยู่หน้าแรก ซึ่งเป็นส่วนแรกที่นักลงทุนเจอ

ถ้าจะเริ่มวันนี้ ให้เขียนประโยคเดียวว่าธุรกิจขายอะไรให้ใคร แล้วรวบรวมตัวเลขยอดขายและต้นทุนที่เป็นของจริงมาไว้ในไฟล์เดียว ส่วนที่เหลือค่อยต่อจากสองอย่างนี้

อยากเขียนแผนธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากคอร์สไหนดี?

คอร์สที่ตรงกับบทความนี้คือ วางเข็มทิศสร้างแผนธุรกิจแบบมืออาชีพ ที่ Collab by FutureSkill ความยาวรวม 1 ชั่วโมง 23 นาที 4 บทเรียน ระดับพื้นฐาน เป็นคอร์สวิดีโอ ราคา 1,990 บาท (ราคาเดิม 3,590 บาท) และมี Collab Certificate เมื่อเรียนจบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด

ผู้สอนคือ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท ไทยซัมมิทกรุ๊ป ผู้บริหารธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีประสบการณ์บริหารมากกว่า 20 ปี และเป็นหนึ่งในนักลงทุนของรายการ Shark Tank Thailand ในชื่อ “ชาร์คจิง” บทเรียนที่ตรงกับเรื่องที่คุณเพิ่งอ่านคือบทเรียน Business Plan ยาว 26 นาที ที่พาวิเคราะห์ประเภทธุรกิจของตัวเอง ออกแบบแผนธุรกิจ ดูโครงสร้างองค์กร และใช้เครื่องมือวางแผนการเงิน นอกจากนี้ยังมีบทเรียน Course Overview 13 นาที บทเรียนหลุมพรางทางธุรกิจที่ผู้ประกอบการควรระวัง 4 นาที และ Shark’s Exclusive Tips 39 นาที

ก่อนตัดสินใจ ควรรู้ไว้ว่านี่เป็นคอร์สระดับพื้นฐาน เนื้อหาเน้นให้เห็นภาพรวมและวิธีคิดในการเขียนแผน ถ้าคุณอยากได้ตัวอย่างแผนเฉพาะอุตสาหกรรมหรือแผนสำเร็จรูป คอร์สนี้ไม่ได้ให้ และไม่ได้การันตีเงินลงทุน ถ้าอยากต่อเรื่องตัวเลข เรามีคอร์ส คัมภีร์บริหารการเงินฉบับเร่งรัด สำหรับเจ้าของธุรกิจ ไว้ต่อกัน และดูคอร์สอื่นได้ที่ หน้ารวมคอร์ส Collab by FutureSkill

ถ้าอยากได้ทั้งวิธีเขียนแผนและตัวเลขที่ต้องใส่ในแผนในคราวเดียว เรามีชุดคอร์ส Business Plan & Finance for Business Owner ที่รวมคอร์สของชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ กับคอร์สของประพล มิลินทจินดา ไว้ด้วยกัน พร้อมคอร์สแถมเรื่องการทำบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ ราคาชุด 2,790 บาท ถ้าซื้อสองคอร์สหลักแยกกันจะเป็นคอร์สละ 1,990 บาท รวม 3,980 บาท ทั้งสามคอร์สเป็นระดับพื้นฐาน ไม่ได้ให้แผนสำเร็จรูปและไม่ได้รับประกันเงินลงทุน

ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม, DocSend, แนวหน้า, U.S. Small Business Administration, Sequoia Capital และ ThaiPR.net

Views: 3