
หลายคนมักคิดว่างานบัญชีและการเงินนั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก น่าเบื่อ และใช้เวลามาก หลายครั้งที่ส่งเอกสารให้ทางบัญชีไปแล้ว แต่ปลายปีก็ยังได้รายงานที่ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าตัวเลขพวกนี้หมายถึงอะไร แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง แถมยังเสี่ยงโดนสรรพากรเรียกตรวจสอบอีก
หรือบางทีธุรกิจก็ประสบปัญหาสภาพคล่อง ไม่มีเงินสดหมุนเวียน ทั้งๆ ที่มียอดขายในระดับที่น่าพอใจ แต่ก็ไม่รู้ว่าเงินหายไปไหนหมด ซ้ำเวลาอยากขยายกิจการ อยากได้เงินทุน แต่พอถึงเวลาไปขอสินเชื่อ งบการเงินดันไม่ได้มาตรฐานจนกู้ไม่ผ่าน เครดิตไม่ดี นักลงทุนเห็นแล้วไม่มั่นใจ จะเอาเงินมาจากไหนดี
ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการที่ไม่เข้าใจระบบบัญชีและงบการเงินนั่นเอง หากไม่ได้เรียนรู้ ไม่ใช้ประโยชน์จากงบการเงินให้เต็มที่ ก็เท่ากับมองข้ามเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
บทความนี้จะช่วยให้คุณหายปวดหัวเรื่องงบการเงิน เพราะจะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ตั้งแต่พื้นฐาน ทั้งส่วนประกอบสำคัญต่างๆ ของงบ วิธีการอ่านและวิเคราะห์งบเบื้องต้น ยกตัวอย่างการคำนวณอัตราส่วนทางการเงิน พร้อมสรุปกฎหมายและภาษีที่ต้องปฏิบัติตาม ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มกันเลย
Highlight
- ผู้ประกอบการหลายคนมักพบปัญหาเกี่ยวกับงบการเงิน เช่น ได้รายงานที่อ่านไม่เข้าใจ ไม่รู้จะใช้ประโยชน์จากตัวเลขอย่างไร
- งบการเงิน คือรายงานที่แสดงฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสด มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งบการเงิน ทั้งเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร นักลงทุน เจ้าหนี้ และหน่วยงานรัฐ
- ความสำคัญของงบการเงินคือ ช่วยประเมินผลการดำเนินงาน ทั้งกำไร สภาพคล่อง และประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์ ใช้วางแผนการเงินและการดำเนินงานในอนาคต และเป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อและระดมทุน
- การส่งงบการเงินมีกฎหมายที่เกี่้ยวข้อง เช่น ต้องจัดทำงบดุลอย่างน้อยปีละครั้ง ยื่นแบบแสดงรายการภาษีพร้อมงบการเงินภายใน 150 วัน และเก็บรักษาบัญชีและเอกสารไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
งบการเงินคืออะไร ทำไมจึงสำคัญต่อธุรกิจ?
งบการเงิน คือ รายงานทางการเงินที่แสดงฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และกระแสเงินสดของกิจการในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นรายงานประจำปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหาร นักลงทุน เจ้าหนี้ หน่วยงานของรัฐ ฯลฯ ในการนำไปใช้ตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจ
งบการเงินมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินธุรกิจ เพราะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถ
- ประเมินผลการดำเนินงานของกิจการในรอบปีที่ผ่านมา ทั้งในแง่ความสามารถในการทำกำไร สภาพคล่อง ประสิทธิภาพการบริหารสินทรัพย์
- วางแผนการเงินและการดำเนินงานในอนาคต เช่น การจัดหาเงินทุน การลงทุนขยายกิจการ การปรับปรุงการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย
- ใช้เป็นข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือการระดมทุนจากนักลงทุน
- ตรวจสอบความถูกต้องของการบันทึกบัญชีและป้องกันการทุจริต
- นำส่งงบการเงินให้หน่วยงานของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร
งบการเงินประกอบด้วยอะไรบ้าง
โดยทั่วไปแล้ว งบการเงินจะประกอบไปด้วย 4 ประเภทหลักๆ ได้แก่
- งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet หรือ งบดุล) เป็นงบที่แสดงให้เห็นฐานะการเงินของกิจการว่ามีสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของเจ้าของเท่าไร ซึ่งเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับงวดก่อนหน้า จะช่วยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงของฐานะการเงิน รวมถึงอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญบางประการ เช่น อัตราส่วนสภาพคล่อง อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน
- งบกำไรขาดทุน (Income Statement) เป็นงบที่แสดงผลการดำเนินงานของกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง เช่น 1 ปี ว่ามีรายได้ ต้นทุนขาย ค่าใช้จ่าย และกำไรสุทธิเป็นจำนวนเท่าใด ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ประเมินความสามารถในการทำกำไร รวมถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายของกิจการได้
- งบแสดงการเปลี่ยนแปลงส่วนของผู้เป็นหุ้นส่วน (Statement of Changes in Owner’s Equity) เป็นงบที่แสดงการเปลี่ยนแปลงในส่วนของเจ้าของตลอดงวดบัญชี จากยอดยกมาต้นงวด บวกกำไรสุทธิ (หรือหักขาดทุน) หักเงินปันผลจ่าย แล้วได้ยอดคงเหลือยกไปปลายงวด ซึ่งตรงกับที่แสดงในงบแสดงฐานะการเงิน ข้อมูลนี้จะช่วยให้เห็นผลตอบแทนจากการลงทุนของเจ้าของได้
- งบกระแสเงินสด (Statement of Cash Flows) แสดงเงินสดรับ-จ่ายของกิจการในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง โดยมาจากกิจกรรมหลัก 3 ด้านคือ กิจกรรมดำเนินงาน กิจกรรมลงทุน และกิจกรรมจัดหาเงิน เพื่อดูว่าธุรกิจมีกระแสเงินสดจากแหล่งใด และมีสภาพคล่องเพียงพอหรือไม่
นอกจากงบการเงิน 4 ประเภทดังกล่าวแล้ว ยังมีหมายเหตุประกอบงบการเงิน ที่ช่วยขยายความและให้ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจงบการเงินได้ดียิ่งขึ้น เช่น นโยบายการบัญชีที่สำคัญของกิจการ รายละเอียดของสินทรัพย์ หนี้สิน กำไรขาดทุน
วิธีอ่านและใช้ประโยชน์จากงบการเงิน
การเรียนรู้วิธีอ่านงบการเงินเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ผู้ประกอบการสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลทั้งหมดในงบการเงิน และนำมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างชาญฉลาด โดยมีหลักการพื้นฐานในการอ่านงบการเงินดังนี้
- อ่านข้อมูลสำคัญเปรียบเทียบแนวโน้ม: เช่น ดูว่ารายได้ ต้นทุน และกำไรสุทธิมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากงวดก่อนหน้าอย่างไร แนวโน้มของสินทรัพย์และหนี้สินเป็นไปในทิศทางไหน เพื่อให้เห็นภาพรวมของฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน
- คำนวณอัตราส่วนทางการเงิน: หลังจากอ่านตัวเลขในงบแล้ว ควรนำมาคำนวณเป็นอัตราส่วนเพื่อดูสุขภาพทางการเงินในแง่มุมต่างๆ เช่น
- อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน บอกว่ากิจการมีความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นได้ดีแค่ไหน
- อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (ROA) = กำไรสุทธิ / สินทรัพย์รวมเฉลี่ย บอกถึงความสามารถในการสร้างกำไรจากการใช้สินทรัพย์
- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) = หนี้สินรวม / ส่วนของเจ้าของ บอกถึงความเสี่ยงทางการเงินและภาระหนี้สิน
- พิจารณาปัจจัยเชิงคุณภาพอื่นๆ: นอกเหนือจากตัวเลขในงบ ก็ควรอ่านข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบด้วย เพื่อให้เข้าใจภาพรวมทางธุรกิจ อุตสาหกรรม ปัจจัยเสี่ยง และข้อมูลสำคัญอื่นๆ เช่น คดีความทางกฎหมายของบริษัท ที่อาจกระทบต่อผลการดำเนินงานและฐานะการเงิน
เมื่อเข้าใจหลักการอ่านแล้ว ผู้ประกอบการสามารถใช้งบการเงินเพื่อนำไปวางแผนธุรกิจต่างๆ เช่น
- ปรับปรุงกลยุทธ์: ถ้าวิเคราะห์งบแล้วพบว่ากำไรไม่เป็นไปตามเป้า อัตรากำไรขั้นต้นต่ำเกินไป หรือค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหารสูง ก็อาจปรับแผนเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ เช่น การควบคุมต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารสต็อกสินค้า การวางนโยบายสินเชื่อ การลดต้นทุนคงที่
- ตั้งเป้าหมายเติบโต: หากธุรกิจมีผลกำไรและกระแสเงินสดมากพอ ก็อาจพิจารณาใช้เงินเพื่อลงทุนขยายธุรกิจเพิ่ม ซึ่งอาจวิเคราะห์จุดคุ้มทุน ระยะเวลาคืนทุน ความเสี่ยงต่างๆ ควบคู่ไปด้วย
- ปรับโครงสร้างทางการเงิน: วิเคราะห์งบเพื่อดูว่าธุรกิจควรปรับสัดส่วนเงินทุนจากส่วนของเจ้าของ กับส่วนหนี้สินอย่างไร มีภาระดอกเบี้ยจ่ายมากน้อยเพียงใด และมีกระแสเงินสดเพียงพอต่อการลงทุนระยะยาวหรือการชำระหนี้หรือไม่
กฎหมายเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินที่ผู้ประกอบการต้องทราบ
ในประเทศไทยมีกฎหมายหลายฉบับที่กำหนดให้ธุรกิจต้องยื่นงบการเงินต่อหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น
- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1198,1199 กำหนดว่า ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ห้างหุ้นส่วนจำกัด และบริษัทจำกัด ต้องทำงบดุลอย่างน้อยหนึ่งครั้งทุกรอบปีภายใน 4 เดือนนับแต่วันที่ล่วงมาแห่งปีนั้น
- ประมวลรัษฎากร ม.68,69 กำหนดว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนจำกัดให้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคล พร้อมงบการเงิน ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี และยื่นแบบนำส่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายรายเดือนภายในวันที่ 7 ของเดือนถัดไป
- พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดทำบัญชีตามมาตรฐานการบัญชี และจัดให้มีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน รวมถึงเก็บรักษาบัญชีและเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
- พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 กำหนดให้ต่างชาติที่ประกอบธุรกิจในไทยต้องส่งงบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าทุกรอบปีบัญชี ภายใน 150 วัน นับแต่วันที่ล่วงมาแห่งปีนั้น
- พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 กำหนดให้บริษัทมหาชนที่ออกหลักทรัพย์ต้องส่งงบการเงินรายไตรมาสและประจำปีที่ผ่านการสอบทานและตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในกำหนดเวลา
นอกจากนี้ เมื่อผู้ประกอบการไปขอสินเชื่อจากธนาคาร ธนาคารจะขอให้ส่งงบการเงินเพื่อใช้ในการพิจารณาเช่นกัน
กฎหมายที่เกี่ยวกับงบการเงินยังมีอีกมาก บทความนี้คัดสรรมาให้ในเบื้องต้น ผู้ประกอบการสามารถค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากหลายแหล่ง ซึ่งเราแนะนำแหล่งข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นแหล่งข้อมูลปฐมภูมิที่เชื่อถือได้มากที่สุด เพราะเป็นผู้ออกกฎระเบียบโดยตรง เช่น
- เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) มีหัวข้อ “งบการเงิน” ที่รวบรวมประกาศเกี่ยวกับรูปแบบ วิธียื่น และกำหนดเวลายื่นงบไว้อย่างครบถ้วน
- เว็บไซต์กรมสรรพากร (www.rd.go.th) มีข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นแบบและเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร
- เว็บไซต์สภาวิชาชีพบัญชี (www.tfac.or.th) มีมาตรฐานการบัญชีฉบับเต็ม คู่มือ และคำแนะนำเพิ่มเติมสำหรับผู้ทำบัญชี
สรุป
งบการเงินถือเป็นรายงานสำคัญที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเองที่ต้องใช้เพื่อวางแผนธุรกิจ เจ้าหนี้ที่ใช้ประเมินความเสี่ยง ผู้ถือหุ้นที่ดูผลตอบแทน จนถึงหน่วยงานของรัฐที่ใช้ในการกำกับดูแล
ดังนั้น ผู้ประกอบการควรศึกษาวิธีการอ่านและวิเคราะห์งบการเงินผ่านหลักการทางบัญชีพื้นฐาน เรียนรู้การคำนวณอัตราส่วนสำคัญต่างๆ รวมถึงกฎหมายและกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวกับการจัดทำและยื่นงบการเงิน การมีความรู้ความเข้าใจที่ดีในเรื่องนี้ จะช่วยให้ใช้งบการเงินเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้อย่างยั่งยืน
หากต้องการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการทำงบการเงินอย่างละเอียด เพิ่มศักยภาพบัญชีให้เจ้าของกิจการเข้าใจและนำไปทำงานง่ายกว่าที่เคย ทาง FutureSkill มัดรวมบทเรียนเด็ดที่จะมาลดระยะห่างงานบัญชีภาษีกับความเข้าใจแบบเดิมๆ ตั้งแต่ส่วนประกอบงบการเงิน วิเคราะห์หน้ารายงานผู้สอบบัญชี ภาษีรายเดือนรายปี ไปจนถึงอัตราส่วนทางการเงินในคอร์ส “บริหารการเงินอย่างมีประสิทธิภาพด้วยการทำบัญชี สำหรับผู้ประกอบการ” ซึ่งสามารถเข้าเรียนกับเราได้ทาง https://fskill.co/Rh0p
Views: 220
