ค่าลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? ใครได้เงินจากเพลงบ้าง? - FutureSkill Blog

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? ใครได้เงินจากเพลงบ้าง?

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร? ใครได้เงินจากเพลงบ้าง?

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คือเงินที่จ่ายให้เจ้าของสิทธิในเพลง เมื่อมีคนนำเพลงไปใช้ เช่น ฟังผ่านสตรีมมิ่ง เปิดในที่สาธารณะ ทำสำเนา หรือนำไปประกอบภาพ โดยเงินแยกเป็นสองฝั่ง คือเพลงประพันธ์ (ทำนองและเนื้อร้อง) กับมาสเตอร์ (งานบันทึกเสียง)

สมาพันธ์อุตสาหกรรมแผ่นเสียงนานาชาติ (IFPI) รายงานว่ารายได้เพลงบันทึกเสียงทั่วโลกปี 2025 อยู่ที่ 31.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และ 69.6% ของตัวเลขนี้มาจากสตรีมมิ่ง (IFPI, Global Music Report 2026) [อ่านรายงานของ IFPI]. เงินก้อนนี้ไม่ได้ไปถึงทุกคนที่มีชื่ออยู่ในเพลงโดยอัตโนมัติ เพราะ ค่าลิขสิทธิ์เพลง แยกเป็นหลายช่องทาง และแต่ละช่องทางมีเจ้าของสิทธิคนละกลุ่ม

บทความนี้อธิบายว่า ค่าลิขสิทธิ์เพลง มาจากไหน ใครได้รับในแต่ละช่องทาง Master กับ Publishing ต่างกันตรงไหน และศิลปินอิสระควรบันทึกการแบ่งสิทธิไว้อย่างไร ก่อนปล่อยเพลง เนื้อหาในบทความนี้เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย ถ้ามีสัญญาจริงที่ต้องเซ็น ควรให้ทนายความที่เชี่ยวชาญเรื่องลิขสิทธิ์ตรวจก่อนเสมอ

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร และใครมีสิทธิได้รับเงินจากเพลงบ้าง?

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คือเงินตอบแทนที่เจ้าของสิทธิได้รับ เมื่อมีคนใช้เพลงในรูปแบบที่ต้องได้รับอนุญาต เพลงหนึ่งเพลงจึงไม่ได้มีเจ้าของเพียงคนเดียว เพราะในเพลงหนึ่งเพลงมีงานสองชิ้นซ้อนกันอยู่ ชิ้นแรกคือเพลงประพันธ์ ได้แก่ทำนองและเนื้อร้อง ชิ้นที่สองคืองานบันทึกเสียง หรือที่คนในวงการเรียกว่ามาสเตอร์

แผนภาพอธิบาย ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่แยกเป็นสองชั้น คือเพลงประพันธ์ของผู้แต่ง กับมาสเตอร์งานบันทึกเสียงของศิลปินหรือค่าย
เพลงหนึ่งเพลงมีสิทธิสองชั้น ผู้ถือสิทธิแต่ละชั้นเป็นคนละกลุ่ม

WIPO (องค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก) อธิบายไว้ในเอกสาร Monetising Music Rights ว่าลิขสิทธิ์ในมาสเตอร์แยกขาดจากลิขสิทธิ์ในเพลงประพันธ์ และมีเจ้าของคนละราย (WIPO, 2025) [ดูเอกสาร WIPO]. ผู้ที่มีสิทธิได้รับเงินจึงมีได้หลายกลุ่ม เช่น ผู้แต่งทำนอง ผู้เขียนเนื้อร้อง ผู้จัดพิมพ์เพลง เจ้าของมาสเตอร์ และนักแสดงที่ร้องหรือเล่นในงานบันทึกเสียงนั้น

ตัวอย่างที่เห็นง่ายที่สุดของ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่หลายคนต้องแบ่งกันคือ เพลงที่ศิลปินคนหนึ่งร้อง แต่โปรดิวเซอร์อีกคนแต่งทำนอง และนักเขียนเนื้ออีกคนเขียนเนื้อร้อง คนทั้งสามอาจได้เงินจากเพลงเดียวกัน แต่ได้จากคนละช่องทางและในสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน ส่วนที่กำหนดว่าใครได้เท่าไรคือข้อตกลงระหว่างกัน ซึ่งควรเขียนเป็นหลักฐานก่อนเพลงออก ไม่ใช่ตกลงกันด้วยปากเปล่า

ศัพท์เกี่ยวกับ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่ควรรู้ก่อนอ่านต่อ

  • Royalty (ค่าสิทธิตามการใช้งาน): เงินที่จ่ายให้เจ้าของสิทธิตามการใช้เพลงแต่ละครั้งหรือแต่ละช่วงเวลา ในภาษาวงการมักเรียกทับศัพท์ว่า royalty เพลง
  • Master (มาสเตอร์): งานบันทึกเสียงฉบับที่ใช้ปล่อยจริง เจ้าของมักเป็นศิลปิน ค่ายเพลง หรือสตูดิโอที่ออกทุนทำการบันทึกเสียง
  • Publishing (สิทธิเพลงประพันธ์): สิทธิในทำนองและเนื้อร้อง เป็นของผู้แต่ง หรือของผู้จัดพิมพ์เพลงที่ได้รับสิทธิมาจากผู้แต่งตามสัญญา
  • CMO (องค์กรจัดเก็บค่าลิขสิทธิ์): ย่อมาจาก collective management organisation เป็นองค์กรที่เก็บค่าสิทธิการแสดงต่อสาธารณะแทนสมาชิก ในไทยฝั่งเพลงประพันธ์คือ MCT
  • Split Sheet (ใบแบ่งสิทธิ): เอกสารที่ผู้ร่วมทำเพลงลงชื่อรับรองว่าใครถือสิทธิเท่าไรทั้งฝั่งเพลงประพันธ์และฝั่งมาสเตอร์

รายได้จากเพลงมาจากไหนบ้าง? Revenue Streams ของ ค่าลิขสิทธิ์เพลง มีอะไรบ้าง?

Revenue streams ของเพลงยุคใหม่คือช่องทางที่เพลงหนึ่งเพลงสร้างเงินได้ ในมุมสิทธิ ช่องทางที่สร้างค่าลิขสิทธิ์เพลงมีสี่กลุ่มหลัก ได้แก่ สตรีมมิ่ง ค่าสิทธิการแสดงหรือสื่อสารสู่สาธารณะ ค่าสิทธิการทำซ้ำ และ sync (การนำเพลงไปประกอบภาพ) ช่องทางทั้งสี่กลุ่มนี้ คือสตรีมมิ่ง การแสดง การทำซ้ำ และ sync มีที่มาและผู้รับเงินต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุที่คำถามว่ารายได้จากเพลงมาจากไหน ตอบแบบสั้นๆ ไม่ได้

แผนภาพ 4 ช่องทางรายได้ที่สร้าง ค่าลิขสิทธิ์เพลง ได้แก่ สตรีมมิ่ง การแสดงสาธารณะ การทำซ้ำ และ sync ประกอบภาพ
ช่องทางหลัก 4 กลุ่มที่สร้างค่าลิขสิทธิ์เพลง

สตรีมมิ่ง ช่องทางที่ผู้ฟังส่วนใหญ่ใช้ฟังเพลง

WIPO ระบุว่าแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งต้องมีใบอนุญาตสามส่วน คือ การสื่อสารสู่สาธารณะของเพลงประพันธ์ การทำซ้ำในรูปดิจิทัล (digital mechanical) และสิทธิในมาสเตอร์ (WIPO, 2025). ดังนั้นการฟังหนึ่งครั้งสร้างค่าลิขสิทธิ์เพลงให้ทั้งฝั่งเพลงประพันธ์และฝั่งมาสเตอร์พร้อมกัน แต่เงินไหลผ่านคนละเส้นทาง

การแสดงและการสื่อสารสู่สาธารณะ

เมื่อเพลงถูกเปิดในร้านอาหาร ผับ คอนเสิร์ต หรือออกอากาศทางสื่อ เจ้าของสิทธิฝั่งเพลงประพันธ์มีสิทธิได้ค่าตอบแทน ซึ่งองค์กรจัดเก็บอย่าง MCT ในไทยเป็นผู้เก็บแทนสมาชิก ส่วนฝั่งงานบันทึกเสียง Phonorights เป็นองค์กรที่เก็บแทนค่ายเพลงเจ้าของมาสเตอร์ (MCT, FAQ) [ดูคำอธิบายของ MCT]

การทำซ้ำหรือ mechanical

Mechanical คือสิทธิในการบันทึกและทำสำเนาเพลงประพันธ์ WIPO อธิบายว่าสตูดิโอหรือค่ายที่จะบันทึกเพลงควรได้ใบอนุญาต mechanical จากผู้จัดพิมพ์ หรือจาก CMO ถ้า CMO เป็นผู้บริหารสิทธินี้ และในโลกดิจิทัล digital mechanical จะถูกจ่ายเมื่อมีการขายหรือสตรีมสำเนาของเพลง (WIPO, 2025)

Sync การนำเพลงไปประกอบภาพ

เมื่อเพลงถูกใช้ในภาพยนตร์ โฆษณา หรือเกม ผู้ผลิตต้องขอ synchronisation licence จากเจ้าของเพลงประพันธ์ และถ้าใช้เสียงจากมาสเตอร์ที่มีอยู่แล้ว ต้องขออีกใบจากเจ้าของมาสเตอร์ ใบอนุญาตสองใบนี้แยกจากกันและเจรจากันคนละรอบ (WIPO, 2025)

ช่องทางเสริมที่มักมองข้าม

WIPO ยังชี้ว่าการนำเพลงไปทำ sample ต้องมีใบอนุญาต และถ้ามีการแก้เนื้อเพลง ผู้แต่งต้องยินยอมพร้อมค่าตอบแทนการดัดแปลง ส่วนนักแสดงในงานบันทึกเสียงมีสิทธิของนักแสดง (performers’ rights) แยกต่างหาก และเข้าร่วม CMO เพื่อจัดการสิทธินั้นได้ (WIPO, 2025). ศิลปินที่ร้องเพลงที่ตัวเองไม่ได้แต่งจึงยังมีสิทธิรับเงินได้ ผ่านฝั่งมาสเตอร์หรือสิทธิของนักแสดง

ช่องทางรายได้ ฝั่งเพลงประพันธ์ (Publishing) ผู้รับเงินคือ ฝั่งมาสเตอร์ (Master) ผู้รับเงินคือ
สตรีมมิ่ง ผู้แต่งและผู้จัดพิมพ์ ผ่านผู้จัดพิมพ์ องค์กรจัดเก็บ หรือหน่วยงานด้านสิทธิทำซ้ำ เจ้าของมาสเตอร์ ผ่านผู้จัดจำหน่ายหรือค่ายเพลง แล้วแบ่งให้ศิลปินตามสัญญา
การแสดงและสื่อสารสู่สาธารณะ ผู้แต่งและผู้จัดพิมพ์ ผ่านองค์กรจัดเก็บ เช่น MCT เจ้าของมาสเตอร์ เมื่อมีการเปิดเสียงบันทึก และนักแสดงตามสิทธิของนักแสดง
การทำซ้ำ (mechanical) ผู้แต่งและผู้จัดพิมพ์ เจ้าของมาสเตอร์ เมื่อมีการทำสำเนามาสเตอร์ต้นฉบับ
Sync ประกอบภาพ ผู้แต่งและผู้จัดพิมพ์ จากใบอนุญาต sync เจ้าของมาสเตอร์ จากใบอนุญาตใช้มาสเตอร์ (master use)

รายได้จาก Spotify จ่าย ค่าลิขสิทธิ์เพลง ให้ใคร และทำไมไม่มีอัตราตายตัวต่อสตรีม?

รายได้จาก Spotify คือ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่ถูกจ่ายให้เจ้าของสิทธิ ไม่ได้จ่ายตรงให้ทุกคนที่มีชื่อในเพลง Spotify อธิบายว่า recording royalties ไหลผ่านค่ายเพลงหรือผู้จัดจำหน่าย ส่วน publishing royalties ไปถึงผู้แต่งและเจ้าของเพลงประพันธ์ผ่านผู้จัดพิมพ์ องค์กรจัดเก็บ และหน่วยงานด้านสิทธิทำซ้ำ ตามพื้นที่ที่มีการใช้เพลง (Spotify for Artists, Understanding Spotify royalties) [อ่านคำอธิบายของ Spotify]

เรื่องที่คนถามกันมากคือ สตรีมหนึ่งครั้งได้กี่บาท คำตอบจาก Spotify เองคือไม่มีอัตราตายตัว โดยระบุว่า Spotify ไม่ได้จ่ายค่าสิทธิให้ศิลปินตามอัตราต่อการเล่นหนึ่งครั้ง แต่คำนวณด้วย streamshare คือสัดส่วนสตรีมของเจ้าของสิทธิรายนั้นต่อสตรีมทั้งหมดในเดือนนั้น แล้วจ่ายให้เจ้าของสิทธิทุกเดือน เจ้าของสิทธิจึงแบ่งต่อให้ศิลปินตามสัญญาของตัวเอง

นอกจากนี้ ภาพรวมระดับโลกช่วยให้เห็นขนาดของเงินก้อนนี้ Spotify รายงานใน Loud and Clear ว่าจ่ายเงินให้อุตสาหกรรมเพลงมากกว่า 11 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และมีศิลปินมากกว่า 13,800 รายที่สร้างรายได้จาก Spotify แพลตฟอร์มเดียวอย่างน้อย 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี (Spotify, Loud and Clear, 2025) [ดูตัวเลขจาก Loud and Clear]. ตัวเลข 11 พันล้านดอลลาร์คือยอดที่จ่ายให้ทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่เงินที่ศิลปินแต่ละคนรับเอง และตัวเลขกลุ่มศิลปินคือรายได้ที่เพลงสร้างขึ้น ไม่ใช่ยอดสุทธิหลังหักส่วนแบ่งตามสัญญา

ข้อสรุปที่นำไปใช้ได้จริงคือ ยอดสตรีมเท่ากันของสองเพลง อาจทำให้ศิลปินสองคนได้เงินสุทธิต่างกัน เพราะสัญญากับค่ายหรือผู้จัดจำหน่ายต่างกัน และเพราะมีผู้ร่วมงานที่ถือสิทธิในเพลงนั้นต่างกัน การคำนวณรายได้จึงต้องเริ่มจากเอกสารสิทธิของเพลงนั้นก่อน ไม่ใช่เริ่มจากจำนวนสตรีมอย่างเดียว

ค่าลิขสิทธิ์เพลง ฝั่ง Master กับ Publishing ต่างกันอย่างไร และใครถือสิทธิฝั่งไหน?

Master คือสิทธิในงานบันทึกเสียงฉบับที่ปล่อยจริง ส่วน Publishing คือสิทธิในตัวเพลงที่เป็นทำนองและเนื้อร้อง สองสิทธินี้แยกกันเสมอ คนที่ถือสิทธิฝั่งหนึ่งไม่ได้ถือสิทธิอีกฝั่งโดยอัตโนมัติ WIPO ย้ำว่าลิขสิทธิ์ในมาสเตอร์แยกจากลิขสิทธิ์ในเพลงประพันธ์ และเจ้าของมาสเตอร์ต้องจ่ายค่า mechanical ให้ผู้จัดพิมพ์หรือผู้แต่งเพื่อบันทึกเพลงนั้น (WIPO, 2025)

ภาพเปรียบเทียบ Master กับ Publishing ที่ช่วยอธิบายว่า ค่าลิขสิทธิ์เพลง แต่ละฝั่งเป็นของใคร และเงินสตรีมไหลผ่านใคร
Master กับ Publishing เป็นสิทธิคนละชุด ผู้ถือและเส้นทางเงินต่างกัน
เรื่องที่เทียบ Master (งานบันทึกเสียง) Publishing (เพลงประพันธ์)
คืออะไร เสียงที่บันทึกและปล่อยจริง ทำนองและเนื้อร้อง
เจ้าของมักเป็นใคร ศิลปิน ค่ายเพลง หรือสตูดิโอที่ออกทุนบันทึกเสียง ผู้แต่ง ผู้เขียนเนื้อ หรือผู้จัดพิมพ์ที่ได้สิทธิจากผู้แต่ง
เงินสตรีมไหลผ่าน ผู้จัดจำหน่ายหรือค่ายเพลง ผู้จัดพิมพ์ องค์กรจัดเก็บ หรือหน่วยงานสิทธิทำซ้ำ
เอกสารที่ต้องบันทึก Master split และข้อมูล ISRC Publishing split และบทบาทของผู้แต่งแต่ละคน

ถ้าอยากอ่านเรื่องนี้ละเอียดขึ้น ลองดูบทความ ลิขสิทธิ์เพลง Master กับ Publishing ต่างกันอย่างไร? ที่แยกสองฝั่งนี้เป็นกรณีๆ ไป

ในประเทศไทย MCT กับ Phonorights เก็บ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ให้ใคร?

MCT อธิบายว่าตนดูแลสิทธิการแสดงต่อสาธารณะของงานดนตรีที่สร้างโดยผู้แต่งและผู้เขียนเนื้อร้อง ส่วน Phonorights ดูแลสิทธิในงานบันทึกเสียงของค่ายเพลง และเมื่อมีการออกใบอนุญาตร่วมกันผ่านบริษัท MPC ซึ่งตั้งขึ้นในปี 2003 ค่าสิทธิของเพลงประพันธ์ไปที่ MCT และค่าสิทธิของงานบันทึกเสียงไปที่ Phonorights (MCT, FAQ) [ดูคำอธิบายของ MCT]

ในเชิงกฎหมาย พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของไทยแยกงานดนตรีกรรมออกจากสิ่งบันทึกเสียงเช่นกัน [ดูฉบับแปลภาษาอังกฤษจากกรมทรัพย์สินทางปัญญา]. ฉบับแปลนี้ระบุว่าไม่มีผลเป็นตัวบทกฎหมาย ต้องยึดฉบับภาษาไทยที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ศิลปินที่ต้องการคำตอบเฉพาะกรณี เช่น เพลงที่เปิดในร้านของตัวเอง ควรสอบถามองค์กรจัดเก็บหรือทนายความโดยตรง

สิ่งที่ศิลปินอิสระควรรู้ก่อนไปไกลกว่านั้นคือ องค์กรจัดเก็บเก็บ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่าเพลงนั้นมีผู้แต่งเป็นใคร และแต่ละคนถือสิทธิเท่าไร ข้อมูลนี้ต้องมาจากเอกสารที่ทำไว้ตั้งแต่ตอนทำเพลง ถ้าเอกสารไม่ชัด เงินอาจค้างหรือจ่ายผิดคน

ถ้าทำเพลงร่วมกันหลายคน Split Sheet ช่วยแบ่ง ค่าลิขสิทธิ์เพลง อย่างไร?

Split Sheet ช่วยให้ทุกคนรู้ตั้งแต่ก่อนปล่อยเพลงว่าใครถือสิทธิเท่าไร ใน ค่าลิขสิทธิ์เพลง แต่ละช่องทางในฝั่งเพลงประพันธ์และฝั่งมาสเตอร์ จึงไม่ต้องมาถกเถียงกันตอนเงินเข้าแล้ว เอกสารประกอบของคอร์สแบ่ง Split Sheet เป็น 5 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลเพลง (ชื่อ ศิลปิน ความยาว BPM วันที่ ISRC) รายละเอียดผู้ร่วมงานและบทบาท การแบ่ง Publishing การแบ่ง Master และลายเซ็นยืนยัน โดยทั้ง Publishing และ Master ต้องรวมกันได้ 100% เป๊ะ

ตัวอย่างสมมติของ Split Sheet ที่แบ่งสิทธิฝั่ง Publishing และ Master ให้รวมฝั่งละ 100% เพื่อกันปัญหา ค่าลิขสิทธิ์เพลง
ตัวอย่างสมมติ: แต่ละฝั่งต้องรวมได้ 100% เป๊ะ

ตัวอย่างสมมติ: เพลงของศิลปินอิสระกับผู้ร่วมงานสองคน

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่เรื่องจริงของใคร และตัวเลขเปอร์เซ็นต์เป็นสัดส่วนที่ผู้ร่วมงานตกลงกันเอง ไม่ใช่อัตราที่กฎหมายหรือแพลตฟอร์มกำหนด สมมติว่าศิลปินอิสระชื่อน้ำใสร้องเพลง โปรดิวเซอร์ชื่อบีทแต่งทำนองและทำเสียง และนักเขียนเนื้อชื่อฟ้าเขียนเนื้อร้อง

  • ฝั่ง Publishing: บีทผู้แต่งทำนอง 40%, ฟ้าผู้เขียนเนื้อ 40%, น้ำใสที่ร่วมปรับเนื้อ 20% รวมได้ 100%
  • ฝั่ง Master: น้ำใสผู้ออกทุนบันทึกเสียง 70%, บีทผู้ทำโปรดักชัน 30% รวมได้ 100%
  • ตัวอย่างการคำนวณฝั่ง Master: ถ้าเงินส่วนมาสเตอร์เข้ามา 10,000 บาท (ก่อนหักค่าบริการของผู้จัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายตามสัญญา) น้ำใสได้ 7,000 บาท และบีทได้ 3,000 บาท

จะเห็นว่าฟ้าไม่ได้ถือมาสเตอร์เลย แต่ยังได้เงินจากฝั่ง Publishing เพราะเธอเป็นผู้เขียนเนื้อ ถ้าไม่มี Split Sheet คนทั้งสามอาจเข้าใจต่างกัน เช่น ฟ้าคิดว่าตัวเองได้ส่วนแบ่งทุกช่องทาง ขณะที่น้ำใสคิดว่าตัวเองออกทุนจึงควรได้ทั้งหมด การเขียนสัดส่วนแยกสองฝั่งลงเอกสารคือสิ่งที่ตัดความเข้าใจผิดแบบนี้ได้

นอกจากนี้ ในเอกสารมักระบุบทบาทด้วยรหัส เช่น C คือผู้ประพันธ์ทำนอง (Composer), A คือผู้เขียนเนื้อ (Author), E คือผู้จัดพิมพ์ (Publisher), P คือโปรดิวเซอร์ (Producer) และ AR คือผู้เรียบเรียง (Arranger) รหัสพวกนี้ช่วยให้องค์กรจัดเก็บและผู้จัดจำหน่ายอ่านเอกสารได้ตรงกัน

ข้อผิดพลาดเรื่อง ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่ศิลปินอิสระเจอบ่อยมีอะไรบ้าง?

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยที่สุดคือการเข้าใจว่าเจ้าของมาสเตอร์คือเจ้าของเพลงทั้งหมด ศิลปินที่ออกทุนบันทึกเสียงเองมักคิดว่าตัวเองรับ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ได้ทุกฝั่ง ทั้งที่ผู้แต่งทำนองและเนื้อร้องมีสิทธิฝั่ง Publishing แยกอยู่ ซึ่งต้องตกลงและบันทึกให้ชัดตั้งแต่ก่อนปล่อยเพลง

อีกข้อที่พลาดกันบ่อยคือการทำ Split Sheet หลังเพลงออกไปแล้ว ลำดับการทำงานย้อนจากวันปล่อยที่ใช้สอนในคอร์สของ Collab by FutureSkill วางการเคลียร์ Master และ Split Sheet ไว้ในช่วง 4 สัปดาห์ก่อนปล่อย พร้อมเตรียมไฟล์เสียงและภาพปก ถ้าเลื่อนไปทำทีหลัง ผู้ร่วมงานที่เห็นยอดสตรีมแล้วมักต่อรองใหม่ได้ยากกว่าตอนที่ยังไม่มีเงินเข้า

นอกจากนี้ หลายคนกรอกเครดิตและข้อมูลเพลงไม่ครบตอนส่งผู้จัดจำหน่าย ข้อมูลอย่างชื่อผู้ร่วมงาน บทบาท และรหัส ISRC คือสิ่งที่ใช้ตามเงินกลับไปหาผู้ถือสิทธิ ถ้าข้อมูลหาย การตามเงินจากช่องทางอย่างการแสดงสาธารณะก็ยากขึ้นตามไปด้วย

สุดท้าย ศิลปินจำนวนมากคาดเดารายได้จากตัวเลขสตรีมโดยไม่ดูสัญญา เพราะ ค่าลิขสิทธิ์เพลง ที่แพลตฟอร์มจ่ายถูกแบ่งต่อตามสัญญากับค่ายหรือผู้จัดจำหน่าย ก่อนตกลงกับใคร ควรถามให้ชัดว่าหักค่าบริการอย่างไร จ่ายรอบไหน และสิทธิฝั่งไหนที่ยกให้ใคร ถ้าสัญญาซับซ้อน ให้ทนายตรวจก่อนเซ็น

ผู้ที่อยากเห็นภาพการเลือกเส้นทางปล่อยเพลงให้ครบ ลองอ่าน ปล่อยเพลงเองกับเซ็นสัญญาค่าย ต่างกันอย่างไร? และ ค่ายเพลงคืออะไร ทำงานอะไรบ้าง? เพราะสัญญาแต่ละแบบเปลี่ยนว่าใครถือสิทธิและเงินไหลผ่านใคร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ ค่าลิขสิทธิ์เพลง

ค่าลิขสิทธิ์เพลง คืออะไร อธิบายสั้นๆ ได้ไหม?

ค่าลิขสิทธิ์เพลงคือเงินที่เจ้าของสิทธิได้รับเมื่อมีคนนำเพลงไปใช้ในรูปแบบที่ต้องได้รับอนุญาต เช่น ฟังผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง เปิดในที่สาธารณะ ทำสำเนา หรือนำไปประกอบภาพยนตร์และโฆษณา เงินแบ่งเป็นสองฝั่งใหญ่ ฝั่งแรกคือเพลงประพันธ์ ได้แก่ทำนองและเนื้อร้อง ซึ่งเป็นของผู้แต่งหรือผู้จัดพิมพ์ ฝั่งที่สองคือมาสเตอร์หรืองานบันทึกเสียง ซึ่งเป็นของศิลปิน ค่ายเพลง หรือสตูดิโอที่ออกทุนบันทึก แต่ละฝั่งมีเส้นทางรับเงินของตัวเอง เช่น ฝั่งเพลงประพันธ์ผ่านผู้จัดพิมพ์หรือองค์กรจัดเก็บ ฝั่งมาสเตอร์ผ่านผู้จัดจำหน่ายหรือค่ายเพลง การรู้ว่าตัวเองถือสิทธิฝั่งไหนจึงเป็นขั้นแรกของการรู้ว่าเงินจากเพลงจะมาหาเราทางไหน

ศิลปินที่ไม่ได้แต่งเพลงเองจะได้เงินจากส่วนไหน?

ศิลปินที่ร้องเพลงที่คนอื่นแต่งมักไม่มีสิทธิฝั่ง Publishing แต่ยังได้เงินจากอีกสองทาง ทางแรกคือสิทธิฝั่งมาสเตอร์ ถ้าศิลปินเป็นเจ้าของหรือผู้ร่วมเป็นเจ้าของงานบันทึกเสียง ซึ่งรายได้ฝั่งนี้มักมาจากสตรีมมิ่งผ่านผู้จัดจำหน่าย ทางที่สองคือสิทธิของนักแสดง (performers’ rights) ซึ่ง WIPO ระบุว่านักแสดงในงานบันทึกเสียงเข้าร่วมองค์กรจัดเก็บเพื่อจัดการสิทธิได้ (WIPO, 2025). สัดส่วนที่ได้ขึ้นอยู่กับสัญญากับค่ายหรือข้อตกลงกับผู้ร่วมงาน จึงควรบันทึกใน Split Sheet ฝั่ง Master ให้ชัดตั้งแต่ก่อนปล่อยเพลง และถ้าศิลปินอยากได้ส่วนแบ่งฝั่งเพลงประพันธ์ด้วย เช่น มีส่วนร่วมเขียนเนื้อหรือทำนอง ก็ต้องตกลงให้ชื่อปรากฏในส่วนผู้แต่งตั้งแต่ตอนทำเพลง

โปรดิวเซอร์ได้ ค่าลิขสิทธิ์เพลง หรือไม่?

โปรดิวเซอร์ได้หรือไม่ได้ขึ้นอยู่กับบทบาทและข้อตกลง ถ้าโปรดิวเซอร์แต่งทำนองหรือร่วมเรียบเรียงจนถือเป็นผู้ประพันธ์ก็มีสิทธิฝั่ง Publishing ถ้าโปรดิวเซอร์ร่วมออกทุนหรือร่วมเป็นเจ้าของงานบันทึกเสียงก็มีส่วนแบ่งฝั่ง Master แต่ถ้าโปรดิวเซอร์รับค่าจ้างครั้งเดียวและไม่มีข้อตกลงเรื่องสิทธิ ก็อาจไม่มีส่วนแบ่งต่อจากรายได้ของเพลงเลย ในเอกสารเพลงจึงมีช่องบทบาทแยกชัด เช่น P สำหรับโปรดิวเซอร์ และ AR สำหรับผู้เรียบเรียง สิ่งที่ควรทำคือคุยกันก่อนเริ่มงานว่าค่าจ้างครอบคลุมแค่ไหน แล้วเขียนลงเอกสาร ไม่ปล่อยให้เป็นความเข้าใจของแต่ละฝ่ายเอง เพราะเรื่องนี้คือต้นเหตุของข้อพิพาทที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มคนทำเพลงอิสระ

สตรีมหนึ่งครั้งได้เงินกี่บาท?

ไม่มีตัวเลขตายตัวที่ตอบได้ Spotify ระบุเองว่าไม่ได้จ่ายค่าสิทธิให้ศิลปินตามอัตราต่อการเล่นหนึ่งครั้ง แต่ใช้ streamshare คือสัดส่วนสตรีมของเจ้าของสิทธิต่อสตรีมทั้งหมดในแต่ละเดือน แล้วจ่ายให้เจ้าของสิทธิ ซึ่งแบ่งต่อให้ศิลปินตามสัญญาของตัวเอง (Spotify for Artists). ดังนั้นตัวเลขต่อสตรีมที่เห็นตามโซเชียลเป็นค่าเฉลี่ยของแต่ละช่วงเวลา ไม่ใช่ราคามาตรฐาน และรายได้สุทธิของแต่ละคนยังต้องผ่านการหักค่าบริการและการแบ่งตามสัญญา ถ้าอยากประมาณรายได้ของเพลงตัวเอง ให้ดูรายงานรายได้จากผู้จัดจำหน่ายจริงของเพลงนั้น แล้วเทียบกับสัดส่วนที่ตกลงไว้ใน Split Sheet

ถ้ามีคนอยากใช้เพลงของเราในโฆษณา ต้องขอสิทธิจากใครบ้าง?

ผู้ผลิตโฆษณาต้องขอสองใบอนุญาตที่แยกกัน ใบแรกคือ synchronisation licence จากเจ้าของเพลงประพันธ์ ใบที่สองคือใบอนุญาตใช้มาสเตอร์จากเจ้าของงานบันทึกเสียง ถ้าโฆษณาใช้เสียงจากไฟล์ที่ปล่อยแล้ว (WIPO, 2025). ถ้าคุณเป็นศิลปินอิสระที่ถือทั้งสองฝั่ง ก็เจรจาได้ในที่เดียว แต่ถ้าฝั่งใดฝั่งหนึ่งมีผู้ร่วมงานถือสิทธิร่วมอยู่ ผู้ผลิตต้องได้รับความยินยอมจากทุกคนที่ถือสิทธิในฝั่งนั้น ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม Split Sheet ที่ชัดเจนทำให้งาน sync เร็วขึ้น เพราะผู้ผลิตเห็นทันทีว่าต้องติดต่อใคร และสัดส่วนของแต่ละคนเป็นเท่าไร

ศิลปินอิสระต้องเข้าเป็นสมาชิก MCT หรือไม่?

ไม่มีคำตอบเดียวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับสถานะของคุณในเพลงและสัญญาที่มี MCT อธิบายว่าตนดูแลสิทธิการแสดงต่อสาธารณะของผู้แต่งและผู้เขียนเนื้อร้อง (MCT, FAQ) ดังนั้นถ้าคุณเป็นผู้แต่งหรือผู้เขียนเนื้อ และอยากให้มีหน่วยงานเก็บค่าสิทธิเมื่อเพลงถูกเปิดในที่สาธารณะ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคุณโดยตรง ถ้าคุณมีผู้จัดพิมพ์อยู่แล้ว ผู้จัดพิมพ์อาจจัดการเรื่องนี้ให้ตามสัญญา ควรสอบถามเงื่อนไขการสมัครกับ MCT โดยตรง และอ่านสัญญากับผู้จัดพิมพ์หรือค่ายก่อนตัดสินใจ เนื้อหานี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมาย

ถ้าไม่ทำ Split Sheet ก่อนปล่อยเพลงจะเกิดอะไรขึ้น?

ปัญหาที่พบบ่อยคือผู้ร่วมงานแต่ละคนจำสัดส่วนค่าลิขสิทธิ์เพลงไม่ตรงกัน และไม่มีเอกสารให้ย้อนกลับมาดู เมื่อเพลงเริ่มมีรายได้ การตกลงใหม่ยากกว่าตอนก่อนปล่อย เพราะทุกคนเห็นตัวเลขจริงแล้ว นอกจากนั้น ผู้จัดจำหน่ายและองค์กรจัดเก็บต้องการข้อมูลผู้ถือสิทธิที่ชัดเจน ถ้าข้อมูลไม่ครบ เงินอาจล่าช้าหรือจ่ายไม่ตรงคน Split Sheet ไม่ได้ทำให้เพลงดังขึ้น แต่ช่วยให้เมื่อเงินเข้า ทุกคนรู้ว่าต้องแบ่งกันอย่างไร และมีลายเซ็นของทุกคนเป็นหลักฐาน ถ้าเพลงเก่าที่ปล่อยไปแล้วยังไม่มี การนั่งคุยแล้วทำย้อนหลังตอนนี้ยังดีกว่าไม่ทำเลย

สรุป

ค่าลิขสิทธิ์เพลง ไม่ใช่เงินก้อนเดียวที่ไหลไปหาคนเดียว แต่เป็นเงินหลายช่องทางที่ไหลไปหาเจ้าของสิทธิคนละกลุ่ม ฝั่งเพลงประพันธ์ไปหาผู้แต่งและผู้จัดพิมพ์ ฝั่งมาสเตอร์ไปหาเจ้าของงานบันทึกเสียง และช่องทางหลักคือสตรีมมิ่ง การแสดงสาธารณะ การทำซ้ำ และ sync ซึ่งแต่ละช่องทางมีใบอนุญาตและผู้เก็บเงินต่างกัน

ดังนั้น สำหรับศิลปิน โปรดิวเซอร์ และนักแต่งเพลงที่ทำงานร่วมกัน สิ่งที่ควรทำก่อนปล่อยเพลงคือแยกสองฝั่งให้ชัด เขียนสัดส่วนทั้ง Publishing และ Master ให้รวม 100% ทุกฝั่ง และให้ทุกคนลงชื่อใน Split Sheet ใครอยากรู้ว่าศิลปินอิสระต้องรับผิดชอบอะไรเองบ้างก่อนปล่อยเพลง ลองอ่าน ศิลปินอิสระกับศิลปินมีค่ายต่างกันยังไง และ 3 เรื่องที่ต้องรู้ก่อนปล่อยเพลง ต่อ การรู้เรื่อง ค่าลิขสิทธิ์เพลง ตั้งแต่ต้นไม่ได้รับประกันว่าเพลงจะสร้างรายได้ แต่ทำให้เมื่อรายได้มาถึง ไม่มีใครต้องเถียงกันว่าเงินนี้เป็นของใคร

อยากเข้าใจเรื่องเงินในเพลงให้ครบ เริ่มจากคอร์สไหนดี?

ถ้าอยากตามให้ได้ว่าเงินจากเพลงไหลไปหาใคร และเตรียมข้อมูลสิทธิของเพลงตัวเองให้พร้อมก่อนปล่อย เริ่มจากแพ็กเกจ From Studio to Streaming ราคา 1,290 บาท ซึ่งรวมครบ 3 EP จ่ายครั้งเดียว เนื้อหาไล่ตามสิ่งที่บทความนี้เพิ่งเล่ามา

ตลอดบทความนี้ เงินจากสตรีมมิ่ง การแสดงสาธารณะ การทำซ้ำ และ sync ไหลไปคนละเส้นทาง แต่ทุกเส้นทางต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการจ่ายเงินให้ถูกคน คือใครถือสิทธิเท่าไรในแต่ละฝั่ง เครดิตและบทบาทของผู้ร่วมงานแต่ละคน และรหัส ISRC ของเพลง ถ้าข้อมูลชุดนี้ไม่ครบหรือไม่ตรงกัน เงินก็ตามกลับไปหาเจ้าของสิทธิได้ยาก แพ็กเกจนี้จึงเรียง 3 EP ตามลำดับการเตรียมข้อมูลเหล่านี้ ตั้งแต่ก่อนเพลงออกจนถึงวันปล่อย

คอร์สแรกคือ EP01 Rights & Credits เคลียร์ครบทุกสิทธิ ก่อนปล่อยเพลงและการบันทึกข้อมูลลง Split Sheet (44 นาที 6 บทเรียน) ตอบคำถามแรกว่าเงินแต่ละช่องทางเป็นของใคร บทเรียน Revenue Streams in Modern Music (9 นาที) ไล่ช่องทางรายได้ของเพลงยุคใหม่ Master Rights vs Publishing Rights (9 นาที) แยกสองฝั่งสิทธิ Collaboration Rules (12 นาที) ว่าด้วยกติกาเมื่อทำเพลงร่วมกัน และ Split Sheet Workshop (6 นาที) ให้ลงมือกรอกสัดส่วนของเพลงตัวเองลงเอกสาร นอกจากนี้มี Introduction 5 นาที และ Conclusion 3 นาที

ถัดมา EP02 Release Setup คือคอร์ส เซ็ตเพลงให้พร้อมก่อนขึ้นแพลตฟอร์ม (37 นาที 7 บทเรียน) ช่วยในส่วนที่ทำให้ตามเงินได้จริง คือส่งข้อมูลถึงผู้จัดจำหน่ายให้ครบ มีบทเรียนว่า Distributor คืออะไร (5 นาที) การเลือก Distributor ให้เหมาะสม (7 นาที) Metadata Essentials + Credits (11 นาที) และ ISRC + Pre-release Checklist (3 นาที) ท้ายคอร์สมีบทเรียนโบนัสอีก 4 นาที ว่าถ้าเพลงถูกขโมยไปปล่อยจะทำอย่างไร

ส่วน EP03 Release Ready & Pitch คือคอร์ส ปล่อยเพลงให้โปร ตั้งค่าถูก ส่ง Pitch ให้เป็น (35 นาที) ต่อจากเรื่องที่บทความบอกว่าควรเคลียร์สิทธิและ Split Sheet ก่อนวันปล่อย โดยพาวางจังหวะวันปล่อย (Release Timing 7 นาที) เตรียมชุดไฟล์ให้ครบ (Assets Checklist 7 นาที) เล่าเรื่องของเพลงสำหรับการ pitch (Storytelling 6 นาที) และเขียน Pitching Note ให้เหมาะกับ playlist (6 นาที) แล้วจบด้วย Class Project ที่ให้ลงมือทำงานของเพลงตัวเอง

ผู้สอนคือคุณฮอคกี้ (HOCKHACKER) เดชาธร บำรุงเมือง Business & Operation Lead at YUPP! คุณฮอคกี้ดูแลธุรกิจและการปฏิบัติการของค่าย YUPP! ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานปล่อยเพลงและการจัดการศิลปิน และทำงานสายจัดจำหน่ายเพลงกับพัฒนาศิลปินมาเกิน 10 ปีแล้ว

สิ่งที่ได้ในแพ็กเกจมีเอกสาร PDF 8 ชิ้น ที่เกี่ยวกับบทความนี้โดยตรงคือ Split Sheet Template, Rights & Credits Checklist, Metadata + ISRC Worksheet และ Sample/Cover/AI Rights Cheat Sheet เข้าเรียนได้ตลอด เรียนตามจังหวะของตัวเองผ่านเว็บเบราว์เซอร์หรือแอป FutureSkill บน iOS และ Android ใครอยากดูคอร์สอื่นๆ ที่เปิดอยู่ ดูได้ที่ หน้ารวมคอร์ส Collab by FutureSkill

Views: 8