จุดคุ้มทุน คืออะไร คำนวณยังไง ขายเท่าไหร่ถึงไม่ขาดทุน?
ต้นทุนที่สูงขึ้นดันให้ยอดขายขั้นต่ำที่ธุรกิจต้องทำสูงขึ้นตาม โดยผลสำรวจต้นทุน SME ของ สสว. ปี 2569 พบว่า SME 81.9% ระบุว่าต้นทุนเพิ่มขึ้น ถ้าคุณอยากรู้ว่า จุดคุ้มทุน คืออะไร และต้องขายเท่าไหร่ถึงจะไม่ขาดทุน บทความนี้อธิบายตั้งแต่ความหมาย สูตร ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น วิธีลดจุดคุ้มทุน ไปจนถึงข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
จุดคุ้มทุน คืออะไร และทำไมเจ้าของธุรกิจต้องรู้?
จุดคุ้มทุน (Break-even point) คือจุดที่รายรับเท่ากับรายจ่ายพอดี ธุรกิจขายสินค้าได้เงินครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว แต่ยังไม่มีกำไรเหลือ และไม่ขาดทุน ถ้าขายได้น้อยกว่าจุดนี้คือขาดทุน ถ้าขายได้มากกว่าจึงเริ่มได้กำไร
ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์อธิบายอีกมุมหนึ่งว่าจุดคุ้มทุนคือจำนวนสินค้าที่ธุรกิจต้องสร้างและขายให้ได้เพื่อให้มีรายได้เท่าทุน สองคำอธิบายนี้เป็นเรื่องเดียวกัน คือบอกเป็นบาทของรายได้ หรือบอกเป็นจำนวนชิ้นที่ต้องขายก็ได้
ที่เจ้าของธุรกิจควรรู้เพราะตัวเลขนี้ตอบคำถามที่ถามบ่อยที่สุดตอนวางแผน คือเดือนหนึ่งต้องขายอย่างน้อยเท่าไหร่ ถึงจะไม่เสียเงินจากกระเป๋าตัวเอง พอรู้จุดคุ้มทุนก็ตั้งเป้ายอดขาย ตั้งราคา และตัดสินใจเรื่องเปิดสาขาหรือซื้อเครื่องจักรได้ชัดขึ้น
คำที่เกี่ยวข้อง ควรรู้ก่อนอ่านต่อ
- ต้นทุนคงที่ (Fixed cost): ค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเท่าเดิมทุกเดือน ไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น ค่าเช่าร้านและเงินเดือนพนักงานประจำ
- ต้นทุนผันแปร (Variable cost): ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มหรือลดตามยอดขาย เช่น วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และค่าขนส่ง
- กำไรส่วนเกิน (Contribution margin): ราคาขายต่อหน่วยลบต้นทุนผันแปรต่อหน่วย คือเงินที่เหลือจากการขายแต่ละชิ้นไว้ช่วยจ่ายต้นทุนคงที่
- อัตรากำไรส่วนเกิน (Contribution margin ratio): กำไรส่วนเกินหารด้วยราคาขาย ใช้คำนวณจุดคุ้มทุนเป็นบาท
- ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of safety): ยอดขายจริงที่สูงกว่าจุดคุ้มทุนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ บอกว่ายอดขายลดลงได้อีกแค่ไหนก่อนจะขาดทุน
- ระยะเวลาคืนทุน (Payback period): เวลาที่ใช้เพื่อให้ได้เงินกลับมาเท่ากับที่ลงทุนไป เป็นคนละเรื่องกับจุดคุ้มทุน เราจะอธิบายต่อท้ายบทความ
ต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปรต่างกันยังไง?
ต้องแยกสองอย่างนี้ให้ถูกก่อนคำนวณ เพราะถ้าใส่ตัวเลขผิดประเภท ผลลัพธ์จะคลาดเคลื่อนจนวางแผนธุรกิจผิดพลาดได้ ต้นทุนคงที่คือเงินที่ต้องจ่ายไม่ว่าเดือนนั้นจะขายดีหรือขายไม่ได้เลย ส่วนต้นทุนผันแปรคือเงินที่ยิ่งขายเยอะยิ่งต้องจ่ายตาม
| ประเภท | ตัวอย่าง | เปลี่ยนตามยอดขายไหม? |
|---|---|---|
| ต้นทุนคงที่ | ค่าเช่าร้าน เงินเดือนพนักงานประจำ เบี้ยประกัน ค่าอินเทอร์เน็ตรายเดือน ค่าเช่าซื้อเครื่องจักร | ไม่เปลี่ยน |
| ต้นทุนผันแปร | วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งสินค้า ค่าคอมมิชชันพนักงานขาย | เปลี่ยนตามจำนวนที่ผลิตหรือขาย |
ค่าใช้จ่ายบางอย่างอยู่กึ่งกลาง เช่น ค่าไฟที่มีส่วนหนึ่งจ่ายตายตัวและอีกส่วนขึ้นกับการผลิต วิธีที่ง่ายที่สุดคือเลือกว่าจะนับเป็นแบบไหนแล้วใช้แบบเดียวกันทุกครั้งที่คำนวณ นี่เป็นคำแนะนำของเราเอง ไม่ใช่กฎตายตัว
สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนมีอะไรบ้าง?
สูตรหลักมี 2 แบบ แบบแรกบอกเป็นจำนวนชิ้น แบบที่สองบอกเป็นบาท
สูตรที่ 1 จุดคุ้มทุนเป็นจำนวนชิ้น
จุดคุ้มทุน (ชิ้น) เท่ากับ ต้นทุนคงที่ หารด้วย (ราคาขายต่อหน่วย ลบ ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย) ตามที่KTC ใช้อธิบาย ผลลัพธ์คือจำนวนชิ้นขั้นต่ำที่ต้องขายในช่วงเวลาเดียวกับต้นทุนคงที่ที่ใส่ เช่น ต่อเดือน
ตัวอย่างจากแหล่งที่เปิดเผยตัวเลขไว้ ร้านครัวซองต์มีต้นทุนคงที่ 30,000 บาทต่อเดือน ขายชิ้นละ 80 บาท ต้นทุนผันแปรชิ้นละ 30 บาท กำไรส่วนเกินคือ 50 บาทต่อชิ้น จุดคุ้มทุนจึงเท่ากับ 30,000 หารด้วย 50 เท่ากับ600 ชิ้นต่อเดือน หรือเฉลี่ยวันละ 20 ชิ้น
สูตรที่ 2 จุดคุ้มทุนเป็นบาท
มี 2 วิธีที่ได้คำตอบเท่ากัน วิธีแรกเอาจำนวนชิ้นที่คุ้มทุนคูณราคาขายต่อหน่วย ซึ่งไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์เขียนไว้ว่าจุดคุ้มทุน (บาท) เท่ากับจุดคุ้มทุน (หน่วย) คูณราคาขายต่อหน่วย วิธีที่สองใช้อัตรากำไรส่วนเกิน คือ จุดคุ้มทุน (บาท) เท่ากับต้นทุนคงที่ หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน โดยอัตรากำไรส่วนเกินคือรายได้ลบต้นทุนผันแปร แล้วหารด้วยรายได้ ตามที่เอกสารสอนวิชาการเงินของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาแสดงไว้
วิธีที่สองสะดวกเมื่อขายหลายสินค้าหรือไม่อยากแยกเป็นชิ้น เพราะใช้แค่สัดส่วนกำไรส่วนเกินของยอดขายรวม
ตัวอย่างคำนวณจุดคุ้มทุนของโรงคั่วกาแฟสมมติ ทำทีละขั้นยังไง?
ลองคำนวณกับธุรกิจสมมติชื่อ “คั่วดี” โรงคั่วกาแฟที่ขายเมล็ดกาแฟคั่วสดให้ร้านกาแฟอิสระ ตัวเลขทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลของธุรกิจจริง และตัดเรื่องภาษีออกเพื่อให้คำนวณง่าย
ขั้นที่ 1 รวมต้นทุนคงที่ต่อเดือน
| รายการต้นทุนคงที่ | บาทต่อเดือน |
|---|---|
| เงินเดือนพนักงาน 6 คน | 90,000 |
| ค่าเช่าและสาธารณูปโภค | 30,000 |
| ค่าขนส่งและการตลาด (ตัวอย่างนี้นับเป็นต้นทุนคงที่เพื่อให้ง่าย) | 20,000 |
| ค่าใช้จ่ายอื่นๆ | 10,000 |
| รวมต้นทุนคงที่ | 150,000 |
ขั้นที่ 2 หากำไรส่วนเกินต่อกิโลกรัม
ขายเมล็ดกาแฟราคาเฉลี่ย 450 บาทต่อกิโลกรัม ต้นทุนผันแปรคือเมล็ดกาแฟดิบและค่าบรรจุภัณฑ์ รวม 270 บาทต่อกิโลกรัม (60% ของราคาขาย) กำไรส่วนเกินจึงเท่ากับ 450 ลบ 270 เท่ากับ 180 บาทต่อกิโลกรัม หรืออัตรากำไรส่วนเกิน 40%
ขั้นที่ 3 คำนวณจุดคุ้มทุน
จุดคุ้มทุน (กิโลกรัม) เท่ากับ 150,000 หารด้วย 180 ได้ประมาณ 833 กิโลกรัมต่อเดือน เมื่อคูณราคา 450 บาทจะได้ 375,000 บาท ลองตรวจด้วยวิธีที่สอง 150,000 หารด้วย 0.40 ก็ได้ 375,000 บาทเท่ากัน
ขั้นที่ 4 เอาไปเทียบกับยอดขายจริง
สมมติคั่วดีขายได้จริงเดือนละประมาณ 1,111 กิโลกรัม หรือ 500,000 บาท ซึ่งสูงกว่าจุดคุ้มทุน 125,000 บาท คิดเป็นส่วนเผื่อความปลอดภัย 25% แปลว่ายอดขายลดลงได้อีกหนึ่งในสี่ก่อนจะขาดทุน ตารางข้างล่างแสดงกำไรหรือขาดทุนเมื่อขายได้ในระดับต่างๆ
| ขายได้ (กิโลกรัมต่อเดือน) | กำไรส่วนเกินรวม (บาท) | หักต้นทุนคงที่ 150,000 (บาท) |
|---|---|---|
| 700 | 126,000 | ขาดทุน 24,000 |
| 833 (จุดคุ้มทุน) | 150,000 | 0 |
| 1,000 | 180,000 | กำไร 30,000 |
| 1,111 | 200,000 | กำไร 50,000 |
กำไรเดือนละ 50,000 บาทเท่ากับปีละ 600,000 บาท ซึ่งตรงกับตัวเลขกำไรสุทธิปีฐานของคั่วดีในบทความตัวอย่างแผนธุรกิจของเรา ที่ใช้ธุรกิจสมมติเดียวกัน
รู้จุดคุ้มทุนแล้ว เอาไปตัดสินใจอะไรได้บ้าง?
ตัวเลขนี้ไม่ได้มีไว้แค่รู้ แต่ใช้ตัดสินใจได้โดยตรง ลองดู 3 กรณีกับคั่วดี (ตัวอย่างสมมติ)
1. ตั้งเป้ายอดขายขั้นต่ำรายเดือน จุดคุ้มทุน 833 กิโลกรัมต่อเดือนคือเส้นแดง ถ้าเดือนไหนขายได้ต่ำกว่านี้ ธุรกิจเริ่มเสียเงิน ทีมควรรู้ตัวเลขนี้และดูยอดขายเทียบทุกสัปดาห์ ไม่ใช่รอปิดเดือนค่อยรู้
2. ประเมินก่อนจ้างพนักงานเพิ่ม สมมติจ้างพนักงานขาย 1 คน เงินเดือน 20,000 บาท ต้นทุนคงที่เพิ่มจาก 150,000 เป็น 170,000 บาท จุดคุ้มทุนใหม่คือ 170,000 หารด้วย 180 ได้ประมาณ 944 กิโลกรัมต่อเดือน เพิ่มขึ้นราว 111 กิโลกรัม แปลว่าพนักงานคนนี้ต้องหายอดขายเพิ่มให้ได้อย่างน้อยประมาณ 111 กิโลกรัมต่อเดือนก่อนจะเริ่มคุ้มค่าจ้าง
3. คำนวณยอดขายที่ต้องทำเพื่อให้ได้กำไรตามเป้า สูตรที่เอกสารสอนของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาแสดงไว้คือ ยอดขายที่ต้องทำ เท่ากับ (ต้นทุนคงที่ บวก กำไรเป้าหมาย) หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ถ้าคั่วดีอยากได้กำไรเดือนละ 100,000 บาท ต้องมียอดขาย (150,000 บวก 100,000) หารด้วย 0.40 เท่ากับ 625,000 บาท หรือประมาณ 1,389 กิโลกรัมต่อเดือน
เลข 1,389 กิโลกรัมนี้สูงกว่ากำลังผลิตของเครื่องคั่วเครื่องเดียวที่สมมติไว้ในบทความตัวอย่างแผนธุรกิจของเรา (ประมาณ 1,200 กิโลกรัมต่อเดือน) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ธุรกิจนี้ต้องคิดเรื่องซื้อเครื่องเพิ่ม การคำนวณจุดคุ้มทุนจึงช่วยให้เห็นด้วยว่าเป้าหมายกำไรชนข้อจำกัดอะไร ไม่ใช่แค่บอกว่าต้องขายเท่าไหร่
จะลดจุดคุ้มทุนได้ยังไง?
มี 3 ทางตรงตามสูตร คือลดต้นทุนคงที่ ลดต้นทุนผันแปร หรือเพิ่มกำไรส่วนเกินต่อชิ้นแนวทางของ Krungsriเสนอให้เจรจาค่าเช่า รวมกลุ่มสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อราคาส่ง ลดของเสียในการผลิต และเพิ่มมูลค่าสินค้ามากกว่าขึ้นราคาตรงๆ ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์มีตัวอย่างว่าย้ายจากหน้าร้านมาขายออนไลน์เพื่อลดต้นทุนคงที่ หรือต่อรองวัตถุดิบให้ถูกลง ทำให้จุดคุ้มทุนลดลง
ลองเอาตัวเลขคั่วดีมาปรับทีละอย่าง (ตัวอย่างสมมติ) โดยเทียบกับจุดคุ้มทุนเดิม 833 กิโลกรัมต่อเดือน
| สิ่งที่ปรับ | กำไรส่วนเกินใหม่ (บาทต่อกิโลกรัม) | จุดคุ้มทุนใหม่ (กิโลกรัมต่อเดือน) | ลดลง |
|---|---|---|---|
| ขึ้นราคาเป็น 480 บาท | 210 | 714 | 14% |
| ต่อรองเมล็ดดิบ ต้นทุนผันแปรเหลือ 255 บาท | 195 | 769 | 8% |
| ลดต้นทุนคงที่เหลือ 135,000 บาท | 180 | 750 | 10% |
| ทำครบทั้งสามอย่าง | 225 | 600 | 28% |
ข้อควรระวังคือการขึ้นราคาไม่ได้ลดจุดคุ้มทุนฟรี ถ้าลูกค้าซื้อน้อยลง ยอดขายที่ได้จริงอาจต่ำกว่าจุดคุ้มทุนใหม่ ตารางนี้จึงคำนวณโดยสมมติว่าปริมาณขายเท่าเดิม ควรทดสอบกับลูกค้ากลุ่มเล็กก่อนเปลี่ยนราคาจริง
จุดคุ้มทุนต่างจากระยะเวลาคืนทุนยังไง?
สองคำนี้ถูกสับสนบ่อย แต่ตอบคนละคำถาม จุดคุ้มทุนตอบว่าต้องขายเท่าไหร่ในแต่ละเดือนหรือแต่ละปีถึงไม่ขาดทุน ส่วนระยะเวลาคืนทุนตอบว่าต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะได้เงินที่ลงทุนไปกลับมา KTC อธิบายจุดคุ้มทุนไว้เป็นระดับยอดขายที่กำไรเป็นศูนย์ และไม่ได้พูดถึงระยะเวลาคืนทุน การแยกสองคำนี้ตามที่เล่าต่อไปจึงเป็นคำอธิบายของเราเอง
ตัวอย่างสมมติ ถ้าซื้อเครื่องคั่วเครื่องใหม่ 1,800,000 บาท แล้วเครื่องนี้ทำให้กำไรเพิ่มเดือนละ 150,000 บาท ระยะเวลาคืนทุนของเครื่องคือ 1,800,000 หารด้วย 150,000 เท่ากับ 12 เดือน แต่การซื้อเครื่องก็ทำให้ต้นทุนคงที่สูงขึ้น (ค่าเสื่อมราคา ค่าซ่อมบำรุง) จุดคุ้มทุนของทั้งธุรกิจจึงต้องคำนวณใหม่ด้วย
สำหรับคนที่จะขอเงินลงทุน ทั้งสองตัวเลขมีที่ใช้ ใน Shark Tank Thailand ซีซัน 3 ตอนที่ 3 ชาร์คหมูกับชาร์คจิงแนะนำว่าแผนธุรกิจต้องชัด ทั้งแผนการลงทุน แผนขยายธุรกิจ และระยะเวลาคืนทุน และคู่มือของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมก็ให้ใส่เงินลงทุนและระยะเวลาคืนทุนไว้ในบทสรุปผู้บริหาร ส่วนจุดคุ้มทุนช่วยให้คุณตอบได้ว่ายอดขายขั้นต่ำที่แผนนี้ต้องทำคือเท่าไหร่
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยตอนคำนวณจุดคุ้มทุนมีอะไรบ้าง?
1. แยกประเภทต้นทุนผิด เช่น เอาค่าวัตถุดิบไปใส่เป็นต้นทุนคงที่ ผลลัพธ์จะเพี้ยนทันที ให้ทำรายการค่าใช้จ่ายทั้งหมดก่อน แล้วติ๊กว่าอันไหนเปลี่ยนตามยอดขาย
2. ลืมต้นทุนที่ไม่ได้จ่ายเป็นเงินสดตรงๆ เช่น ค่าแรงของเจ้าของเอง หรือค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ถ้าไม่ใส่ จุดคุ้มทุนจะต่ำกว่าความจริง ข้อนี้เป็นคำแนะนำของเรา
3. ลืมค่าธรรมเนียมช่องทางออนไลน์ ถ้าขายผ่านแพลตฟอร์ม ค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนผันแปรที่หักจากทุกออเดอร์ สสว. ประเมินว่าค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายออนไลน์ของเอสเอ็มอีสูงถึงเฉลี่ย 30% ของยอดขาย ถ้าไม่ใส่ กำไรส่วนเกินที่คำนวณได้จะสูงเกินจริง
4. ขายหลายสินค้าแต่ใช้ราคาเดียวคำนวณ ควรหาราคาและต้นทุนผันแปรเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนยอดขาย แล้วหากำไรส่วนเกินเฉลี่ย ตามแนวทางของ Stripe
5. ใช้ตัวเลขต้นทุนเก่า ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าไฟ และค่าขนส่งเปลี่ยนได้เร็ว ถ้าใช้ตัวเลขปีที่แล้วในปีที่ต้นทุนเพิ่ม จุดคุ้มทุนจะต่ำกว่าความจริง ควรคำนวณใหม่ทุกครั้งที่ราคาวัตถุดิบหรือค่าเช่าเปลี่ยน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจุดคุ้มทุนมีอะไรบ้าง?
จุดคุ้มทุนคำนวณได้กี่วิธี?
แหล่งที่เราเปิดอ่านแสดงไว้ 3 วิธี วิธีแรกคือสูตรจำนวนชิ้น ต้นทุนคงที่หารด้วยกำไรส่วนเกินต่อหน่วย วิธีที่สองคือสูตรเป็นบาท ต้นทุนคงที่หารด้วยอัตรากำไรส่วนเกิน ซึ่งให้คำตอบเท่ากับเอาจำนวนชิ้นคูณราคา วิธีที่สามคือวิธีสมการ ตั้งรายได้ให้เท่ากับต้นทุนรวม (ต้นทุนคงที่บวกต้นทุนผันแปร) แล้วแก้หาปริมาณขาย ทั้งสามวิธีได้ผลเท่ากันถ้าใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน ที่ต่างกันคือความสะดวกตามข้อมูลที่คุณมี
ควรคำนวณจุดคุ้มทุนเป็นชิ้นหรือเป็นบาท?
ข้อนี้เป็นความเห็นของเรา ถ้าขายสินค้าอย่างเดียวและนับเป็นชิ้นได้ชัด เช่น เมล็ดกาแฟเป็นกิโลกรัม การบอกเป็นชิ้นช่วยตั้งเป้าการผลิตและการสั่งวัตถุดิบได้ตรงกว่า ถ้าขายหลายสินค้าหรือบริการหลายแบบ การบอกเป็นบาทของยอดขายรวมสะดวกกว่า เพราะใช้อัตรากำไรส่วนเกินเฉลี่ยตัวเดียว หลายธุรกิจคำนวณทั้งสองแบบเพื่อเทียบกัน
ธุรกิจบริการที่ไม่มีสินค้าเป็นชิ้น คำนวณจุดคุ้มทุนยังไง?
ให้เปลี่ยน “ชิ้น” เป็นหน่วยที่ธุรกิจคุณขายจริง เช่น ชั่วโมงบริการ จำนวนลูกค้า หรือจำนวนงาน ตัวอย่างสมมติ ธุรกิจนวดมีต้นทุนคงที่ 60,000 บาทต่อเดือน ขายชั่วโมงละ 600 บาท ต้นทุนผันแปรต่อชั่วโมงคือค่าน้ำมันและผ้า 200 บาท กำไรส่วนเกินคือ 400 บาท จุดคุ้มทุนเท่ากับ 60,000 หารด้วย 400 ได้ 150 ชั่วโมงต่อเดือน สิ่งที่ต้องระวังคือค่าแรงผู้ให้บริการ ถ้าจ่ายตามชั่วโมงเป็นต้นทุนผันแปร ถ้าจ่ายเงินเดือนตายตัวเป็นต้นทุนคงที่
ถ้าขายหลายสินค้า ต้องคำนวณจุดคุ้มทุนยังไง?
แนวทางที่ใช้กันคือกำหนดสัดส่วนยอดขายของแต่ละสินค้าก่อน แล้วคำนวณราคาและต้นทุนผันแปรเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนนั้น จากนั้นหากำไรส่วนเกินเฉลี่ยแบบถ่วงน้ำหนัก แล้วเอาต้นทุนคงที่รวมหารด้วยตัวเลขนี้ ตามที่ Stripe อธิบายไว้ ผลที่ได้เป็นจำนวนหน่วยรวมโดยประมาณ ถ้าสัดส่วนยอดขายเปลี่ยน จุดคุ้มทุนก็เปลี่ยนตาม จึงควรคำนวณใหม่เมื่อสินค้าขายดีต่างจากเดิม
หาราคาขายขั้นต่ำจากจุดคุ้มทุนได้ไหม?
ได้ ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์ให้สูตรว่า ราคาขายขั้นต่ำ เท่ากับต้นทุนคงที่รวม หารด้วยจำนวนสินค้าที่ผลิตและขายได้ แล้วบวกต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ตัวอย่างในแหล่งนั้น ร้านขนมปังมีต้นทุนคงที่ 5,000 บาท ผลิตและขายได้ 600 ชิ้นต่อเดือน ต้นทุนผันแปรชิ้นละ 20 บาท ราคาขั้นต่ำคือ 5,000 หารด้วย 600 บวก 20 ได้ประมาณ 28.33 บาท ราคานี้คือราคาที่ไม่ขาดทุนเท่านั้น ยังไม่รวมกำไรที่ตั้งใจจะได้
เรียนคอร์สการเงินแล้วจะคำนวณจุดคุ้มทุนของธุรกิจตัวเองได้เลยไหม?
ไม่รับประกัน คอร์สคัมภีร์บริหารการเงินฉบับเร่งรัดสำหรับเจ้าของธุรกิจเป็นระดับพื้นฐาน มีบทเรียนวางงบประมาณและบริหารกระแสเงินสดซึ่งเป็นพื้นฐานของตัวเลขที่ใช้คำนวณ แต่เราไม่ได้ระบุว่ามีบทเรียนเรื่องจุดคุ้มทุนโดยเฉพาะ และคอร์สไม่ได้ลงรายละเอียดทีละขั้นของทุกอุตสาหกรรม ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับข้อมูลธุรกิจของคุณเอง
สรุป จุดคุ้มทุน คืออะไร และคุณควรเริ่มคำนวณตรงไหน?
จุดคุ้มทุนคือยอดขายที่รายรับเท่ากับรายจ่ายพอดี คำนวณได้โดยเอาต้นทุนคงที่หารด้วยกำไรส่วนเกินต่อหน่วย หรือหารด้วยอัตรากำไรส่วนเกินถ้าอยากได้เป็นบาท ตัวอย่างคั่วดีที่ขายราคา 450 บาท ต้นทุนผันแปร 270 บาท ต้นทุนคงที่ 150,000 บาทต่อเดือน มีจุดคุ้มทุนประมาณ 833 กิโลกรัมหรือ 375,000 บาทต่อเดือน การลดต้นทุนคงที่ ลดต้นทุนผันแปร และปรับราคาช่วยลงตัวเลขนี้ได้
ถ้าจะเริ่มวันนี้ ให้เปิดค่าใช้จ่ายเดือนล่าสุด แล้วแยกเป็น 2 กอง คือจ่ายเท่าเดิมไม่ว่าขายเท่าไหร่ กับจ่ายตามยอดขาย จากนั้นเอาราคาขายเฉลี่ยมาคำนวณตามสูตร แล้วเทียบกับยอดขายจริงว่าเกินจุดคุ้มทุนอยู่กี่เปอร์เซ็นต์
อยากวางแผนต้นทุนและกำไรของธุรกิจให้เป็นระบบ เริ่มจากคอร์สไหนดี?
ถ้าอยากเข้าใจงบประมาณ กระแสเงินสด และงบการเงินของธุรกิจตัวเองแบบเรียงจากพื้นฐาน เริ่มจากคอร์ส คัมภีร์บริหารการเงินฉบับเร่งรัด สำหรับเจ้าของธุรกิจ ที่ Collab by FutureSkill สอนโดย ประพล มิลินทจินดา นักธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจและการลงทุน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักลงทุนของรายการ Shark Tank Thailand คอร์สมี 7 บทเรียน ยาวรวม 1 ชั่วโมง 27 นาที ระดับพื้นฐาน เป็นคอร์สวิดีโอ ราคา 1,990 บาท (ราคาเดิม 3,590 บาท) และมี Collab Certificate เมื่อเรียนจบและผ่านเกณฑ์ที่กำหนด
บทเรียนที่ใกล้กับตัวเลขในบทความนี้คือ Budgeting and Planning ยาว 18 นาที, Cash Flow Management ยาว 21 นาที และ Basics of Financial Statements ยาว 8 นาที ควรรู้ไว้ก่อนเรียนว่านี่เป็นคอร์สพื้นฐานที่ให้ภาพรวมและวิธีคิด ไม่ได้ลงรายละเอียดเฉพาะอุตสาหกรรม และไม่ได้การันตีผลลัพธ์ทางการเงิน ถ้าอยากเอาตัวเลขไปทำแผนที่ใช้คุยกับนักลงทุน เรามีคอร์ส วางเข็มทิศสร้างแผนธุรกิจแบบมืออาชีพ สอนโดย ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ยาว 1 ชั่วโมง 23 นาที ไว้ต่อกัน
ถ้าอยากต่อจากจุดคุ้มทุนไปทำงบประมาณและแผนธุรกิจให้ครบ ที่ Collab by FutureSkill มีชุดคอร์ส Business Plan & Finance for Business Owner ที่รวมคอร์สบริหารการเงินของประพล มิลินทจินดา กับคอร์สแผนธุรกิจของชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และคอร์สแถมเรื่องการทำบัญชีสำหรับผู้ประกอบการ ราคาชุด 2,790 บาท เทียบกับซื้อสองคอร์สหลักแยกกันที่รวม 3,980 บาท
ขอบคุณข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ, Krungsri, ไทยแฟรนไชส์เซ็นเตอร์, KTC, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, Stripe, แนวหน้า และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม
Views: 0




